Get Adobe Flash player

ลงทะเบียนประชุมสมัชชา

รับสมัครตัวแทนจำหน่าย

แอพพลิเคชั่นพระคัมภีร์

Thai testimonies

Follow Me

 

 

พระเจ้าสร้างชีวิตผมให้งดงาม

 
     ในเมืองกรุงเต็มไปด้วยผู้คนที่ดิ้นรนแก่งแย่งกันทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ ชีวิตของเด็กคนหนึ่ง  ซึ่งตัดสินใจทิ้งการเรียนหนังสือ เลือกที่จะทำงานเลี้ยงชีพตั้งแต่ยังวัยเด็ก เขาจึงได้พบว่า ชีวิตที่ทำงานหาเลี้ยงชีพนั้นแสนรันทดไม่มีความสุขสบายเลย เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น เขายิ่งทำให้ชีวิตแย่ลง สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เกเร จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาได้รับใบปลิวเล็กๆ จากนิสิตจุฬาฯ ที่มาประกาศเรื่องพระเจ้าแถวบ้าน เขาอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม เขาจึงได้เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา จากเด็กที่ใครๆ เห็นว่าเกเร ติดเหล้า ติดบุหรี่ เรียนหนังสือไม่จบ ให้เขาเลิกสิ่งเสพย์ติดทุกอย่าง และได้เรียนต่อจนจบปริญญาตรี พระเจ้าอวยพรชีวิตการทำงาน ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าเป็นนายทหารชั้นยศพันเอกในกรมแพทย์ทหารบก และทรงให้ชีวิตเด็กเกเรคนนี้ ได้เป็นพระพรให้แก่ผู้อื่นอีกมากมาย
 
     ขอแนะนำให้รู้จักกับ พันเอก บรรลือ กมลดิลก ประจำกรมแพทย์ทหารบก ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตุลาการศาลทหารกรุงเทพ อายุ 59 ปี  จบการศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสมาชิกคริสตจักรใจสมานดอนเมือง สมรสกับนางสมพร กมลดิลก มีบุตร   2 คน บุตรชายคือ นายพรดิลก กมลดิลก และบุตรสาวคือ นางสาวลือพร กมลดิลก
 
มรดกชีวิต
     มีผู้อาวุโสคริสตจักรอิมมานูเอลท่านหนึ่ง ซึ่งผมนับถือเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง เมื่อทราบว่า ผมได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลทหารกรุงเทพ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2017 ได้กล่าวว่า ผมเลือกส่วนดีจากพ่อที่เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่แสวงหาลาภยศ พระเจ้าจึงโปรดประทานให้โดยไม่ได้ร้องขอ ทำให้ผมนึกถึงพ่อของผม ตั้งแต่เด็กผมไม่เข้าใจว่า ทำไมผมต้องดิ้นรนเลี้ยงชีพช่วยเหลือตนเอง ทั้งๆ ที่ครอบครัวพ่อก็มีฐานะ พ่อไม่สนใจมรดกทรัพย์ศฤงคาร ทำงานเป็นข้าราชการตำรวจมุ่งแต่ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ เป็นมือปราบใจกล้าหาญจับโจรผู้ร้ายไม่กลัวตาย ทุกท้องที่ที่พ่อไปทำงานจะไม่มีนักเลงอันธพาล ไม่สนใจลาภยศบรรดาศักดิ์ แม้เพื่อนๆ ของพ่อจบนายร้อยตำรวจสามพรานด้วยกันจะเป็นนายพลมีชื่อเสียงก็ตาม เมื่อผมเป็นคริสเตียน ผมเป็นคนใหม่ ไม่เกเร ตั้งใจเรียนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยก่อนจะไปบอกพ่อ แต่พ่อก็เสียชีวิตเสียก่อน ผมจึงเบนเข็มทิศเข้าศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ทำงานด้วยเรียนด้วยส่งเสียตัวเองจนจบ ผมขอขอบคุณพ่อและภูมิใจจริงๆ ที่ทำให้ผมแข็งแกร่งเหมือนนกอินทรีเป็นมรดกชีวิต พ่อผม คือ พ.ต.อ.บุญลือ กมลดิลก ฉายามือปราบที่ไม่กลัวใครครับ
 
เริ่มต้นชีวิต
     เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปี ที่ผ่านมา ยังจำได้ว่า ตอนเป็นเด็กนั้น ผมมีชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก อยู่ท่ามกลางชุมชนแออัดย่านเจริญผล เด็กๆ คนในชุมชนไม่ค่อยได้เรียนหนังสือ ส่วนมากจบแค่ประถม 7 (ในสมัยนั้น) แล้วออกไปทำงานแถวย่านวรจักร สำเพ็ง โดยเป็นลูกจ้างในร้านค้า บ้างก็เป็นช่างทาสี พอเข้าสู่วัยรุ่นก็จะเป็นเด็กส่งของ ซึ่งจะได้ขี่มอเตอร์ไซด์ และนำกลับบ้านตอนเย็น ทำให้วัยรุ่นแถวบ้านมีรถมอเตอร์ไซด์ไว้ขับเล่นในตอนกลางคืน ผมเองมีโอกาสเรียนหนังสือต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเรียนต่อมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่ไม่จบ เพราะเกิดอาการเบื่อเรียน เลยลาออก มาช่วยแม่ขายของ และเข้าไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายเครื่องเขียนที่สำเพ็ง ชีวิตการทำงานในสำเพ็ง ศูนย์กลางค้าส่งสินค้าแห่งใหญ่ของประเทศ ผมต้องไปทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้า เลิกหกโมงเย็น ทำงานทุกวัน จันทร์ถึงอาทิตย์ ไม่มีวันหยุด วันอาทิตย์ได้หยุดครึ่งวัน ร้านปิดตอนบ่าย จำได้ว่าเงินเดือนๆ ละ 300 บาท การทำงานที่นั่นถ้าเราเป็นคนเข้าใหม่ เราต้องรับใช้คนเก่าๆ เกือบทุกคน จนกว่าจะมีคนเข้ามาใหม่มาแทน เราถึงจะสบายขึ้น อยู่ที่นั่นชีวิตแสนรันทด ทางร้านเลี้ยงอาหาร 2 มื้อ เวลากินก็ต้องรีบกิน กินให้เร็วเพื่อไปทำงานต่อ ถ้ากินช้าก็อดกินเพราะคนอื่นแย่งกินหมด ต้องทำงานหนัก แบกของ ไปส่งของ ไม่มีเวลาพักผ่อน ที่นี่นับเป็นโรงเรียนชีวิตสำหรับเด็กดื้ออย่างผม ผมมองไม่เห็นอนาคตของตัวเองเลย ทุกอย่างเป็นทางตันไปหมด ดำเนินชีวิตอยู่ไปวันๆ
 
ตัดสินใจต้อนรับพระเยซู
     ชีวิตผมไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น วันหนึ่งมีนิสิตจุฬาฯ เดินมาแถวบ้านผม เอาใบปลิวเล็กๆ มาแจก ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่สนใจ พี่คนนั้นชวนผมคุยและหนุนใจผม เล่าเรื่องราวของพระเจ้าให้ผมฟัง ผมเองเคยบวชเณรมาแล้วก็ไม่สนใจ พี่คนนั้นพยายามบอกผมว่า พระเจ้ามีจริง ช่วยเราได้ ยกโทษความผิดบาปของเราและพระเจ้ารักเรา ฟังดูแปลกๆ ไม่ค่อยน่าเชื่อ แต่นี่แหละคือจุดเปลี่ยนชีวิตของผม ผมเริ่มศึกษาเรื่องราวของพระเจ้า และพบว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เรามองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ ผมเริ่มไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ผมเริ่มกลับมาเรียนหนังสือโดยกลับมาเรียนมัธยมปลายภาคค่ำที่โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ สามเสนวิทยาลัย (รุ่นแรก) ผมเรียนได้อยู่ปีเศษๆ ผมก็สอบเทียบ ม.ศ.5 ได้ (ในสมัยนั้น) จบ ม.ศ.5 มาหางานทำ ส่วนมากจะเป็นงานขายของ (เซลล์แมน) เดินขายของตามถนน ผมขายเครื่องดับเพลิง เดินไปทั่วๆ กรุงเทพฯ เดินจนรองเท้าสึก ขายไม่ได้ก็ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ในที่สุดก็เลยตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย
 
     เมื่อมารับเชื่อพระเจ้า ก็มีการหนุนใจให้ไปโบสถ์  ช่วงหนึ่งตอนที่ผมสูบบุหรี่ กินเหล้า เรื่องเหล้าผมเลิกได้ แต่สูบบุหรี่มันเลิกไม่ได้ ตอนนั้นสูบกรุงทอง อยากจะเลิกก็เปลี่ยนให้ผมจางลงแล้วเลิก แต่ผมก็กลับมาสูบอีกเหมือนเดิม พอมาโบสถ์จากปากซอย ผมรู้ว่าในโบสถ์เขาไม่สูบบุหรี่ ผมก็ซื้อบุหรี่สูบทีละ 2 มวนเลย เพื่อมันจะได้แรงๆ พอไปถึงโบสถ์แล้วผมจะได้ทนได้ ระหว่างที่อาจารย์เทศนา อาจารย์ก็บอกว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่ ผมก็นึกว่า “ถ้าพระเจ้ายิ่งใหญ่จริง  ก็ให้ผมเลิกบุหรี่ให้ได้สิ” กลับไปถึงบ้านผมก็เอาบุหรี่ซองที่ตอนเช้ามาสูบ  ผมก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นเหม็น ถ้าเป็นผู้ชายที่สูบบุหรี่ ควันของมันก็จะหอม แต่นี่ควันบุหรี่กลับมีกลิ่นเหม็น ผมก็ทิ้งไปแล้วผมก็จุดใหม่ มันก็ยังเหม็นอยู่ และก็ได้ยินเสียงว่า “เมื่อเช้าพูดอะไร...ถ้าพระเจ้ายิ่งใหญ่ไม่ใช่หรือ” เสียงที่เมื่อเราฟังแล้วก็เกิดความกลัว ก็เลยนั่งคุกเข่าลงอธิษฐานว่า “พระเจ้ามีจริงยิ่งใหญ่จริงก็จะขอเลิกบุหรี่ และอยากจะรู้จักพระเจ้า” หลังจากที่ทิ้งบุหรี่ไปวันนั้นก็ไม่สูบอีกเลย  การเรียนก็ดีขึ้น เพื่อนๆ ผมก็งงว่าทำไมอยู่ๆ ผมถึงไม่สูบ ผมรู้ว่าผมได้ยินอะไร ไปบอกใครเขาก็ไม่เชื่อ 
 
ชีวิตเปลี่ยน
     หลังจากที่มารับเชื่อพระเจ้าชีวิตเริ่มเปลี่ยนไป จากเป็นคนที่เรียนไม่เก่ง ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบภายใน 3 ปี ผมเป็นคนเรียนไม่เก่ง ผมจำได้ว่าในภาคเรียนสุดท้ายผมขอลงทะเบียนเรียนเพื่อจบมี 2 วิชาที่สอบภายในวันเวลาเดียวกัน คือวิชากฎหมายปกครอง และภาษาอังกฤษมูลฐาน 3 ซึ่งทางมหาวิทยาลัยอนุญาตให้ลงทะเบียนซ้ำซ้อนได้ แต่ให้ใช้เวลาสอบ 2 วิชารวมกัน 3 ชั่วโมง ตามปกติแล้วสอบวิชากฎหมายปกครองก็ว่ายาก มาสอบภาษาอังกฤษต่ออีก เพื่อนผมบอกว่าเทวดาก็ทำไม่ได้ ทำให้ผมต้องอธิษฐานอย่างหนัก ผมบอกเพื่อนผมว่า “ลูกพระเจ้าทำได้” ผมไม่เก่งภาษาอังกฤษ (ตอนนี้ก็ยังไม่เก่ง) ผมอ่านหนังสือกฎหมายอย่างเดียว เวลาไปสอบผมสอบวิชากฎหมายเต็มที่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ ที่เหลืออีกไม่ถึงชั่วโมง ผมทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ผมคิดว่าไม่น่าจะสอบผ่าน แต่ผลสอบออกมาผ่านทุกวิชา จบการศึกษา ทั้งที่ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น ผมต้องช่วยทางบ้านขายของด้วย โดยตอนเช้าตีห้าต้องไปซื้อของจากตลาดมหานาคมาจัดเตรียมไว้ แล้ว สายๆ รีบไปเรียน ขอบคุณพระเจ้า  ทรงนำในชีวิตและพระองค์ให้สติปัญญาแก่ผม
 
ได้เป็นทหาร
     ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผมทำงานที่สำเพ็งไปด้วย ก็เลยไม่ได้สมัครเรียนนักศึกษาวิชาทหาร (ร.ด.) ก็มีการผ่อนผันมาเรื่อยๆ พอผมเรียนจบที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ก็ไปรายงานตัวเกณฑ์ทหาร วันที่ไปรายงานตัวขอเกณฑ์ทหาร มีผู้ช่วยสัสดีเขาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงมา 5 ปี ไม่จบ เขาบอกว่าตัวเขาเองถ้าจบเขาก็จะได้รับการบรรจุเป็นสัสดีเลย ตอนนั้นคนที่จบมหาวิทยาลัยรามคำแหงใน 3 ปีจะมีน้อย    เขาก็ถามซักประวัติผม เพราะคิดว่าผมเป็นคนเรียนเก่ง ผมบอกเขาว่าผมเรียนและก็ทำงานไปด้วย ผมก็เลยได้แนะนำเรื่องการเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ เขาก็มีความสนใจจะพยายามเรียนให้จบ เขาบอกกับผมว่าไม่อยากให้น้องไปเป็นพลทหาร ไปเป็นนายทหารเลยดีกว่า เขาถามเราว่าพอจะรู้จักใครไหม จะได้บรรจุผมเป็นนายทหารเลย ไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร และพระเจ้าก็ทรงนำผมไปสมัครสอบ และให้ได้บรรจุทำงานเป็นนายทหาร มียศร้อยตรี
 
     เมื่อมาเป็นทหาร พระเจ้าก็ให้เรื่องตื่นเต้นเข้ามาในชีวิต คือผมกับเพื่อนเป็นครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย ขณะที่เราวิ่งออกกำลังกาย ก็เห็นเครื่องบินผ่านมา เพื่อนถามว่าเคยนั่งเครื่องบินไหม ผมบอกว่าไม่เคย เพื่อนบอกว่าอยากนั่งเครื่องบิน ผมจึงได้พาเพื่อนไปเรียนหลักสูตรกระโดดร่มของศูนย์สงครามพิเศษ เพื่อจะได้นั่งเครื่องบิน ก่อนจะไปเรียนกระโดดร่ม เราก็ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงก่อน เผอิญตอนนั้นผมเป็นโรคริดสีดวงทวาร ไปหาหมอเขาก็จัดการผ่าตัดเล็ก ก็เลยทำให้ผมวิ่งไม่ได้ เดินก็เจ็บ ก็เลยออกกำลังกายไม่ได้ จากนั้นก็ขาอ่อนแรง เข่าอ่อน พอไปเรียนโดดร่ม ก็คิดว่าเหมือนเราไปเที่ยวแดนเนรมิตที่จะสนุกมาก แต่พอไปถึงหน้าห้องประชุมผมเห็นป้ายประกาศรุ่นนี้เสียชีวิต 1 รุ่นนั้นเสียชีวิต 2 มีคนตายกันทุกรุ่นเลย ถึงกับเข่าอ่อนกันทีเดียว ก่อนที่ผมจะกระโดดร่ม ครูฝึกก็มาบอกว่า “บรรลือระวังนะพรุ่งนี้กระโดด ในรุ่นนี้ครูเป็นห่วงบรรลือมากเลย” แต่เพื่อนที่อยู่ข้างๆ รู้ว่าผมเป็นคริสเตียนก็พูดว่า “ครูครับไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก มันเป็นคริสเตียน ถ้ามันโดดลงมาแล้วถ้าร่มไม่กางเดี๋ยวพระเจ้าก็ส่งทูตสวรรค์มารับมันเองไม่ต้องห่วงมันหรอก” ถ้าเราไปยืนที่ทุ่งนา เราจะรู้ว่าลมมันพัดมาเป็นสาย อันนี้ก็เหมือนกับสายลม เราไม่รู้หรอกว่าลมจะโดนตัวเราไหม เพราะถ้าลมโดนตัวเรา เราก็มีโอกาสล้มได้ ตอนที่จะลงพื้น ถ้าลมมาโดนตัวเรา ก็มีโอกาสที่จะกระแทกพื้นได้ มีโอกาสที่จะเจ็บตัวได้ตลอดเวลา ผมต้องกระโดด 6 ครั้ง ครั้งแรกกระโดดจากบอลลูน ครั้งที่สองกระโดดจากเครื่องบิน C130 ในการกระโดดครั้งที่สอง มีเพื่อนนักเรียนถูกร่มลากหัวกระแทกพื้นเสียชีวิต ครูฝึกบอกว่า นักเรียนรุ่นนี้ยังไม่ได้บวงสรวงเจ้าพ่อ พรุ่งนี้เช้าหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้วให้เดินไปที่ลานเจ้าพ่อ ไปไหว้เจ้าพ่อ ผมได้ยินใจผมว้าวุ่นเลย พรุ่งนี้ผมจะเลี่ยงได้ยังไง ตอนเช้าผมถือศีลอดไม่ทานอาหารเลยทั้งที่จะต้องฝึกหนัก หลังจากเคารพธงชาติเสร็จก็เดินตามแถวไปที่ลานเจ้าพ่อ นักเรียนทุกคนออกจากแถวไปจุดธูปไหว้เจ้าพ่อ ผมเองยืนอยู่กับที่อธิษฐานในใจ (พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด ในวันนี้ ขอทรงปกป้องลูกในการฝึกกระโดดร่ม ขอทรงพิทักษ์รักษา อย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เลวร้ายเกิดขึ้นเลย ถ้าแขนขาหัก พวกเขาก็จะดูหมิ่นว่าเราไม่ไปไหว้เขา ขอ    พระเจ้าทรงเมตตาปกป้อง ลูกรักพระองค์ เชื่อว่าพระองค์เป็นพระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งสูงสุด) หลังจากที่นักเรียนไหว้เสร็จ แล้วหันมาเห็นผมยืนอยู่ก็งงๆ ว่าทำไมผมไม่ไปไหว้ บางคนก็ไม่อยากยืนใกล้ผมเพราะกลัวลูกหลง แล้วเชื่อไหมว่าถึงผมจะเป็นคนที่ไม่แข็งแรง แต่พอผมกระโดดลงมา 5-6 ครั้ง ลงมาแบบนิ่มๆ แต่คนที่แข็งแรงกลับเจ็บ ผมเรียนรู้ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สามารถควบคุมสายลมได้ ผมก็ขอบคุณพระเจ้าทุกครั้ง เวลาที่ผมอยู่กลางอากาศ ผมรู้สึกได้ว่าไม่มีลมเลย เพราะไม่มีลมก็ลงมาอย่างนิ่มๆ ได้เลย ในตอนนั้นก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ คนที่แข็งแรงกว่าผม เขาก็ยังเจ็บ พระเจ้าอยู่ด้วยกับผมจริงๆ พระองค์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดจริงๆ
 
ชีวิตทหาร
     เมื่อผมมาเป็นทหารในช่วงแรกๆ ก็อึดอัด เพราะจะมีเรื่องกินเหล้า สูบบุหรี่ เขาบอกว่าต้องทำแบบนั้นนะ แต่ผมปฏิเสธ ผมบอกกับเขาตรงๆ เลยว่า ชีวิตแบบนี้ผมผ่านมาเยอะแล้ว เขาก็เลยไม่กล้ายุ่งกับผม เวลาไปงานเลี้ยงก็จะมีรูปเคารพ หรือเมื่อผมไปงานกับผู้บังคับบัญชา ผมก็บอกกับผู้บังคับบัญชาว่าผมเป็นคริสเตียน ขอบคุณพระเจ้าที่ผู้บังคับบัญชามีความเข้าใจ  บอกผมว่างานนี้ไม่ต้อง เช่น เขาจะมีตักบาตรประจำเดือน เมื่อผู้บังคับบัญชาไปตักบาตร ผมก็ต้องลงไปด้วย  แต่ไม่ต้องมีส่วนในพิธีการ อย่างเช่น  มีงานหนึ่งพ่อของลูกน้องเสียชีวิต งานเผาศพผมต้องไปเป็นประธาน ขึ้นแท่นไปทอดผ้า ผมก็บอกเขาว่าผมขอไม่ขึ้นไป ให้ตัวแทนขึ้นไปทำแทน เขาก็จะประกาศชื่อ และก็มีคนหนึ่งออกไปแทน คือผมไม่ต้องขึ้นไป ผมใช้ชีวิตรับราชการทหารมา 30 กว่าปีแล้ว ผมไม่ต้องเข้าไปมีส่วนในพิธีการได้เสมอ เพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติจากชีวิตผม
 
พระพรเรื่องการสร้างบ้าน
     ผมมาจากครอบครัวที่ไม่ร่ำรวย ไม่มีทรัพย์สมบัติ อาศัยอยู่บ้านหลวง ต้องคิดวางแผนสร้างบ้าน จะได้มีบ้านอยู่หลังเกษียณ ผมได้เก็บเงินซื้อที่ดินไว้แปลงหนึ่งและวางแผนสร้างบ้าน ได้ออกแบบบ้านให้บริษัทตีราคา ในช่วงนั้นราคาค่าก่อสร้างตกตารางเมตรละ 9,000 บาท บ้านที่ออกแบบนั้นราคาเกือบ 3 ล้านบาท มีเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทางที่ทำงานให้ผมไปเป็นกรรมการตรวจรับการก่อสร้างโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด ทั้งที่ผมไม่อยากจะไปแต่ก็ต้องจำใจไป ผมต้องไปตรวจงาน 6-7 ครั้ง ในครั้งแรกที่ไปพอตรวจงานเสร็จ ผมได้รับซองหนึ่งใบ คาดว่าคงเป็นเงิน (นึกในใจว่าถ้าเปิดออกดูถ้าเป็นเงินเยอะคงอยากได้ แต่ถ้าไม่เปิดก็เป็นแค่ซอง) ผมไม่เปิดซองออก แต่คืนเขาไป ครั้งต่อมาผู้จัดการบริษัทได้มารับผมไปตรวจงานก่อสร้าง ในระหว่างนั่งรถไปมีโอกาสพูดคุยกันทำความเข้าใจกันว่าผมไม่รับซอง ผมเป็นคริสเตียน คุณทำงานของคุณไป ทำตามแบบไปผมไม่งอแง ผมจะเซ็นต์รับงานให้ครับ หลังจาก นั้นก็พูดคุยกันถึงการสร้างบ้าน ว่าผมกำลังจะสร้างบ้านเป็นบ้าน 3 ชั้น มีห้องนอนด้านหน้า ด้านหลัง กำลังตีราคาอยู่ ค่าก่อสร้างตกตารางเมตรละ 8,000-9,000 บาท ผู้จัดการก็บอกว่าอย่าสร้างบ้าน ผมก็บอกว่ากำลังจะสร้าง ผู้จัดการก็บอกย้ำว่า “อย่าสร้างบ้าน” ผมก็งง ก็ผมจะสร้างบ้านทำไมมาห้ามผมไม่ให้สร้าง เขาบอกว่าถ้าเป็นบ้าน 3 ชั้น ให้สร้างเป็นตึกแถวจะถูกกว่า สร้างบ้านตกตารางเมตรละ 8,000-9,000 บาท สร้างตึกแถวตกตารางเมตรละ 3,000 บาท ให้สร้างเป็นตึกแถว 2 ห้อง ชั้นบนเป็นดาดฟ้า ให้ไปหาผู้รับเหมาที่รับสร้างตึกแถว อย่าไปหาบริษัทที่รับสร้างบ้าน จะได้ราคาถูกกว่าสร้างบ้าน สร้างตึกแถวแข็งแรงกว่า เสาเข็ม คาน จะใหญ่กว่าบ้าน แต่จะไม่สวยงาม แต่เราดัดแปลงให้สวยงามได้ มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าแต่ราคาถูกกว่ามาก ผมก็งงว่าจะถูกกว่าได้ยังไง คงเป็นเพราะสร้างง่ายกว่า ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาน้อยกว่ามาก ราคาจึงถูกกว่า พอสร้างเสร็จค่อยไปตกแต่งภายในให้ดีเพราะเราอยู่ในบ้าน จากความคิดนี้ทำให้ผมสร้างบ้านหลังใหญ่เป็นตึกแถว 3 ชั้น 2 ห้อง เป็นบ้านหลังใหญ่ที่มีห้องนอน 7 ห้อง ด้วยราคาล้านต้นๆ จากที่ตีราคาในตอนแรกเกือบสามล้าน นี่เป็นพระพรจากพระเจ้าที่ให้รางวัลแก่ผม ในความสัตย์ซื่อ ไม่ไปเห็นแก่ได้ในสิ่งเล็กน้อย ซึ่งจะเทียบกันกับพระพรที่ได้รับไม่ได้เลย
 
งานรับใช้พระเจ้า
     คริสตจักร ผมมีภาระทางใจกับผู้คนในเขตแถวๆ บ้านที่ผมอาศัยอยู่ ผมเริ่มจากกลุ่มเซลล์ที่แถวดอนเมืองใกล้บ้าน หลังจากเริ่มทำเซลล์แล้วก็มาตั้งเป็นโบสถ์เล็กๆ เนื่องจากว่าผมใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะติดดิน ผมก็ไปคุยกับเขาเพราะมีความคิดที่อยากช่วยพวกเขา เช่น ช่วยสอนพระคัมภีร์ การแนะนำอาชีพให้เขามีความเข้มแข็งขึ้น ทางโบสถ์ก็เลยให้เปิดนมัสการแบบเต็มรูปแบบ ส่วนมากผมก็จะแบ่งปันเดือนละครั้ง ตอนนี้ที่โบสถ์ก็ยังไม่มี  ศิษยาภิบาลประจำ 
 
     พระคัมภีร์ ต่อมาผมเห็นว่าสมาชิกเป็นคนที่ไม่ค่อยมีรายได้ หาเช้ากินค่ำ แต่มีใจ ตอนนี้เขาไม่มีพระคัมภีร์อ่าน ผมก็อยากซื้อแจก แต่การแจกหรือการให้ฟรีผู้รับจะไม่เห็นคุณค่า ได้ไปก็ไม่อ่าน ผมก็เลยทำโครงการว่า ใครอยากอ่านพระคัมภีร์ ผมก็จะมาขายให้ในราคาถูกพิเศษ แต่ทุกคนที่จะซื้อต้องสัญญากันว่าจะอ่าน ผมเจอคนหนึ่งเป็นชาวเขา มาเรียนพระคริสตธรรมและมาช่วยงานที่โบสถ์ ไม่มีพระคัมภีร์ ซึ่งผมก็ไม่รู้ แต่มีคนมาบอกว่าน้องไม่มีพระคัมภีร์ผมก็คิดในใจว่าอะไรกันมาเรียนพระคริสตธรรมแต่ไม่มีพระคัมภีร์ ผมก็เลยให้พระคัมภีร์ไปหนึ่งเล่ม
 
     กลุ่มเซลล์นักเรียนแพทย์ ตอนที่ผมย้ายมาช่วยงานอยู่ที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า ช่วงนั้นนักเรียนแพทย์ปี 2 จะเรียนค่อนข้างหนักมาก และเน้นการเรียนทางวิชาชีพแพทย์และทหาร ตอนนั้นผู้บังคับบัญชาให้ผมทำหน้าที่แม่บ้านดูแลเหมือนเป็นเลขาฯ  ในปีนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าให้ผมได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ จนผมได้รู้มาว่ามีน้องจากคริสตจักรต่างๆ  เข้ามาเป็นนักเรียนแพทย์จำนวน 8 คน โดย 3 เดือนแรกนักเรียนแพทย์ห้ามกลับบ้าน ผมกับน้องๆ ก็ได้จัดกลุ่มเซลล์ขึ้นมา เพื่อนักเรียนแพทย์ที่ต้องฝึกหนักและเรียนหนักด้วย โดยใช้วันพฤหัสตอนเย็น น้องๆ นักเรียนแพทย์จะมาอยู่กับเรา ได้ร่วมอธิษฐาน ได้กินขนม และก็มีผู้ปกครองมาเยี่ยม ผมได้ดูแลนักเรียนที่นั่นอยู่ 3-4 ปี ก็ไม่น่าเชื่อว่าท่ามกลางช่วงเวลาที่พวกเขาฝึกหนักในโรงเรียนแพทย์ทหาร ก็ยังมีกลุ่มเซลล์ที่จะดูแลพวกเขาได้ 
 
พระคัมภีร์คือคำตอบ
 
     1 โครินธ์ 2:9 “สิ่ง​ที่​ตา​ไม่​เห็น หู​ไม่​ได้​ยิน และ​สิ่ง​ที่​ใจ​มนุษย์​คิด​ไม่​ถึง คือ​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​จัด​เตรียม​ไว้​สำ​หรับ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​รัก​พระ​องค์”
 
     เป็นข้อพระคัมภีร์ที่ชอบมาก เพราะมีเรื่องหนึ่งตอนที่ผมอยู่คริสตจักรเดิม ผมไปค้ำประกันคนที่จะเข้าทำงาน เขาให้ผมช่วยค้ำประกันเพื่อจะเข้าไปทำงานด้านการเงินและเขาก็โกงเงินบริษัทฯ เป็นล้านบาทแล้วหนีไป พอหนีไปทางบริษัทฯ  ก็มาฟ้องผมให้ชดใช้เงินเป็นล้านเพราะผมเป็นผู้ค้ำประกัน ผมก็พยายามสู้คดีมาเรื่อยๆ วันหนึ่งที่ผมไปนำเซลล์ในกลุ่มทหาร มีคนถามความหมายข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ขึ้นมา ผมก็ตอบว่า “สิ่งที่ตามองไม่เห็นหูไม่ได้ยิน  คือสิ่งที่พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์” ในการแก้ปัญหาของมนุษย์กับของพระเจ้านั้นไม่เหมือนกัน มนุษย์เวลาทำงานก็จะมีแผนงาน มีโครงการต่างๆ ในการทำงาน แต่เราไม่สามารถมองเห็นแผนงานของพระเจ้าได้ แต่เรารู้ว่าพระเจ้ามีสิ่งที่ดีเตรียมไว้ให้คนที่รักพระองค์ อยู่ๆ ก็มีเสียงว่า  “บรรลือเจ้าเชื่อและวางใจเราไหม” ผมบอกว่า “ผมเชื่อครับ!” “บรรลืออ่านพระคัมภีร์ให้จบก่อนไปศาล” ผมเห็นพระคัมภีร์เล่มใหญ่ทั้งเก่าและใหม่วางอยู่ตรงหน้า ผมต้องอ่านสองพันกว่าหน้า ซึ่งผมมีเวลาอยู่ไม่ถึงสี่สิบกว่าวัน ต้องอ่านให้จบเล่ม ก่อนไปศาล ซึ่งจะต้องอ่านวันละ100 หน้าถึงจะจบก่อนไปศาล พระเจ้าก็ถามว่า “ระหว่างไปหาคนช่วยเหลือกับนั่งอ่านพระคัมภีร์อย่างไหนง่ายกว่ากัน” ผมก็บอกพระเจ้า “อ่านพระคัมภีร์วันละ 100 หน้าง่ายกว่า” ผมกลับมาบ้าน นั่งอ่านพระคัมภีร์ บางคนคิดว่าเหมือนเป็นคนที่เริ่มวิกลจริตไปแล้ว พอผมอ่านไปประมาณสัก 300-400 หน้า พระเจ้าก็สำแดงอะไรบางอย่าง ผมได้ไปงานวันเกิดของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ผมถามเขาว่า “เจ้านายครับรู้จัก   กับบริษัทฯ นี้ไหม? เขาฟ้องผม” เจ้านายตอบว่า  “รู้จัก” ผมเล่าต่อ “ผมถูกเขาฟ้องเพราะผมไปค้ำประกันให้คนเข้าทำงาน” เจ้านายบอกผมว่า    “บรรลือ บริษัทฯ ที่ฟ้องคุณ ผมรู้จักลูกน้องผมอยู่ที่นั่นใหญ่โตเลย” แล้วเจ้านายผมก็โทรฯ ไปหาเขาเลย... ว่านี่เป็นลูกน้องผมถูกฟ้อง ลูกน้องของเจ้านายก็บอกว่า... ให้เขามาคุยกับผมเลย...พอเจ้านายวางโทรศัพท์ก็บอกผมว่าให้ไปหาเขาและเอาเบอร์ไป ในขณะที่ผมอ่านพระคัมภีร์ไปได้ 6-7 วัน ผมก็ไปหาเขา เขาบอกว่า ...ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวจะจัดการให้ทั้งหมด... ผมก็งงว่ามันจะเรียบร้อยได้อย่างไร เหมือนฝันเลย ผมอ่านพระคัมภีร์จนจบเล่ม และทางบริษัทฯ ก็ถอนฟ้อง ปัญหาต่างๆ  ก็จบอย่างง่ายๆ  นี่แหละ “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์” 1 โครินธ์ 2:9
 
ท้ายที่สุด
     ถ้าในชีวิตของเรามีความสัตย์ซื่อ มีความเชื่อ ความไว้วางใจในพระเจ้า ผมว่าดีที่สุดแล้ว ตอนที่อ่านพระคัมภีร์ พระธรรมพงศาวดาร เป็นเรื่องของกษัตริย์ซาโลมอน ชีวิตของซาโลมอนตอนแรกดูดีมากเลย แต่บั้นปลายชีวิตซาโลมอนไม่เหมือนตอนแรกเลย ผมก็ไม่อยากเป็นเช่นนั้น ที่พอบั้นปลายชีวิตก็เป็นกราฟที่ตกลงมา สุดท้ายไม่เหลืออะไร ผมไม่อยากให้ชีวิตเราเป็นอย่างนั้น จากชีวิตแรกๆ ที่ไม่ดี เราก็ค่อยๆ ดีขึ้นมาน่าจะดีกว่า ดังนั้นเราจึงต้องมีความสัตย์ซื่อ มีความเชื่อ ความไว้วางใจในพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิตของเราครับ 

คริสตสายสัมพันธ์

เมนูพระคัมภีร์

 

พระเยซูทรงบังเกิดภาษามือไทย

การแปลพระคัมภีร์ภาษามือ

เสียงอ่านพระคัมภีร์