Get Adobe Flash player

ข่าวประชาสัมพันธ์

สมาคมพระคริสตธรรมไทย ขอเชิญท่านร่วมพันธกิจกับเราในการ มอบ “พระคัมภีร์สำหรับครอบครัว”ให้แก่ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศไทยแห่งละ 1 เล่ม  อ่านเพิ่มเติม


 

สินค้าออกใหม่

พระคริสตธรรมคัมภีร์ ไทย- อังกฤษ

 - ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน (THSV)
- ภาษาอังกฤษ ฉบับ English Standard Version (ESV) พิมพ์สองสี แยกส่วน ไทย -อังกฤษ  สั่งซื้อคลิก


 
 
 

สินค้าโปรโมชั่น

พระคัมภีร์ รุ่นวิถีจัดการทางด้านการเงิน

พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน2011 รุ่นวิถีจัดการทางด้านทางการเงิน มีไฮไลท์ข้อพระคัมภีร์เป็นแถบสีเขียว เกี่ยวกับทางด้านการเงิน การงาน การถวาย การดูแลทรัพย์สิน จำนวน 2,000 กว่าข้อ พร้อมบทเรียน 40 วัน สั่งซื้อคลิก


 
 
 

ผลคะแนนซูเปอร์จิ๋ว

 

แอพพลิเคชั่นพระคัมภีร์

 

Thai testimonies

Follow Me

 

 

 

 
 
  • App.png
  • linest.png
  • newline.png
  • newline3.png
  • tbsbible.png
  • the-Word.png

เมื่อวิกฤต...พระเยซูคริสต์ช่วยได้

 

คุณเคยรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า "รู้สึกเบื่อชีวิต รู้สึกซึมเศร้า รู้สึกไม่มีใคร รู้สึกเครียด รู้สึกกลัว เรียนไม่จบ รู้สึกปัญหาชีวิตรุมเร้ามากมายเหลือเกิน” หากความรู้สึกเหล่านี้ก่อตัวขึ้น จนทำให้ชีวิตเดินต่อไปไม่ไหว หาทางออกไม่เจอ คุณจะทำอย่างไร จะตัดสินใจเลือกทางเดินให้กับชีวิตของคุณเหมือนผู้ชายคนนี้ไหม!

ชีวิตเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วัยเด็ก
        ผม เป็นคนปักษ์ใต้ เกิดที่อำเภอสิชลอยู่ห่างจากตัวเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราชประมาณ 60 กิโลเมตร มีพี่น้องจำนวน 8 คน คนโตเสียชีวิตตั้งแต่สองขวบ เหลืออยู่ 7 คน ผมเป็นคนที่ 6 ชีวิตในตอนเด็กครอบครัวค่อนข้างยากจน แต่ก่อนหน้านั้นมีฐานะดี เพราะคุณพ่อเคยเป็นปลัดอำเภอ เมื่อออกจากราชการก็มาเป็นครู และทำฟาร์มเลี้ยงไก่ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ในจังหวัด ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเราเกิดการเปลี่ยนแปลง คือแม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 10 ขวบ หลังจากที่แม่เสีย พ่อเสียใจมาก ดื่มแต่เหล้า ไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้อีก ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวเราก็เลยแย่ลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่บางครั้งเราต้องไปขอข้าวสารอาหารจากญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน กิน แม้ว่าพ่อจะมีสภาพแบบนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจในตัวพ่อคือ พ่อจะยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ไม่ยอมกินข้าวเพื่อให้ลูกได้ไปโรงเรียน หลังจากที่ผมจบ ม6 และก็เข้ามาอยู่กับพี่ชายในกรุงเทพฯ
        พอมา อยู่กรุงเทพ ปีแรกยังไม่พร้อมที่จะสอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย พี่ชายเลยบอกว่าให้เวลา 1 ปีอ่านหนังสือแล้วปีหน้าค่อยไปสอบใหม่ ถ้าสอบไม่ได้ก็ต้องไปทำงาน ถ้าสอบได้ก็จะส่งเสียให้เรียน เวลานั้นมีสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมากที่สุดคือภาษาอังกฤษ แต่เท่าที่ไปมองหาที่เรียนตามสถาบันต่างๆ ก็แพงมาก แต่ผมก็ไม่ละความพยายาม ปรากฏว่าไปเจอโบสถ์แห่งหนึ่ง แถวซอยเรวดี จนนทบุรีจำชื่อโบถส์ไม่ค่อยได้แล้ว เข้าใจว่าเป็นคริสตจักรในคณะแบ๊บติสต์ เขาเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเรียนภาษาอังกฤษฟรี ผมก็เข้าไปเรียน อาจารย์ที่สอนเป็นชาวฟิลิปปินส์ อาจารย์บังคับว่าก่อนที่จะเรียนภาษาอังกฤษจริงๆ ต้องเรียนพระคัมภีร์ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษก่อน ด้วยความอยากเรียนภาษาอังกฤษ ผมก็ไม่ขัดข้องที่จะทำตามเงื่อนไขดังกล่าว

จุดเริ่มต้นของการจัดเตรียม
        นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักพระคริสตธรรมคัมภีร์เริ่มรู้ความหมายว่า คริสเตียนเป็นอย่างไร แต่ยังไม่เข้าใจมากเท่าไหร่ บางครั้งก็งง อย่างเช่นที่อาจารย์บอกว่า “โทษของความบาปคือความตาย” ตอนนั้นผมยังไม่เชื่อพระเจ้า ไม่เคยรู้ว่ามีพระเจ้า และไม่รู้ว่ามีความบาป ฉะนั้นเมื่อมาพูดว่าโทษของความบาปคือความตาย ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะไม่ว่าจะอย่างไรมนุษย์ทุกคนในที่สุดก็ต้องตายเหมือนกันหมด จึงไม่เข้าใจว่าพระคัมภีร์พูดถึงความตายในความหมายของการตายฝ่ายวิญญาณ คือชีวิตหลังจากโลกนี้ที่ต้องตกนรกอเวจีเนื่องจากความบาปของเรา และที่พระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้าได้ลงมาเกิด เป็นมนุษย์และยอมถูกตรึงตายบนกางเขนเพื่อรับโทษของความบาปแทนเรานั้น ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วคนเราแต่ละคนนอกจากจะไม่สามารถช่วยตนเอง พ้นจากบาปได้แล้ว ยังไม่สามารถช่วยคนอื่นได้เช่นกัน เพราะว่าต่างคนต่างมีบาปด้วยกันทั้งสิ้น ผมอยากช่วยคุณแต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะผมเองก็บาปเหมือนกัน ตอนนั้นไม่เข้าใจในความจริงเหล่านี้เลยครับ แต่อย่างน้อยก็ได้คำศัพท์คริสเตียน ชื่อหนังสือในพระคัมภีร์ ในเวลานั้นก็ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับคริสเตียนไปมากกว่านี้ สิ่งที่สนใจมากกว่าคือภาษาอังกฤษที่เขาสอน จากนั้นก็ทุ่มเทเวลาในการอ่านหนังสือ เข้าติววิชา ปรากฏว่าปีต่อมาก็สอบติดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิทยาศาสตร์
        ขณะ ที่เรียนอยู่จุฬาฯ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ที่ชมรมคริสเตียน เขาจัดงานคริสตมาส ผมก็เข้าไปร่วมด้วย ภายหลังก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นคริสเตียน ชื่อตี๋ใหญ่ เข้ามาตีสนิท และทุกครั้งที่มาเขาจะถือพระคัมภีร์มาด้วย มาคุยเรื่องพระคัมภีร์ เรื่องปฐมกาลเรื่องพระเจ้าสร้างดลก คุยเรื่อยไปจนถึงพระเยซูคริสต์ซึ่งเป้นพระบุตรพระเจ้ายอมสละชีวิตบนกางเขน เพื่อเป็นแพะรับโทษความบาปแทนเราในหนังสือมัทธิว ผมเถียงตลอด เพราะผมไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า ผมเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เขาเรียนวิศวะผมเรียนเรื่องทฤษฎีวิวัฒนาการ เชื่ออย่างสนิทใจว่าสิ่งมีชีวิตในโลกนี้อุบัติขึ้นโดยธรรมชาติตามทฤษฎี วิวัฒนาการ ก็พบปะกับตี๋ใหญ่และถกเถียงกันเรื่องพระเจ้าอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จากกันชั่วคราวโดยไม่ได้ติดต่ออะไรกันมากนัก จนกระทั่งเรียนจบจากจุฬาฯ แล้วก็ไปเรียนต่อ อย่างไรก็ตาม การได้มีโอกาสฟังเรื่องพระเจ้าจากตี๋ใหญ่ทำให้ผมคุ้นเคยและได้ความรู้เกี่ยว กับคริสเตียนมากทีเดียว แม้ว่าจะยังไม่เชื่อก็ตาม

ชีวิตในวัยทำงาน
        หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานที่บริษัทผลิตเหล้ารายใหญ่แห่งหนึ่ง จากนั้นประมาณหกเดือนทางภาควิชาหนึ่ง ในคณะวิทยาศาสตร์ที่จุฬาฯ ก็ติดต่อมาว่าต้องการให้ผมมาอาจารย์ โดยจะให้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ระหว่างที่รอไปเรียนเป็นอาจารย์ขอให้มาทำงานเป็นนักวิจัยในลักษณะลูกจ้าง ของภาควิชาไปพลางก่อน ผมก็ลาออกจากบริษัทมาเป้นนักวิจัยที่จุฬาฯ หลังจากผมเป้นนักวิจัยได้ระยะหนึ่ง ก็ได้สอบถามไปยังภาควิชาว่าจะบรรจุผมเป็นอาจารย์และส่งไปเรียนได้เมื่อไหร่ ทางภาคก็เสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริหารคณะวิทยาศาสตร์พิจารณา แต่ทางคณะกรรมการตัดสินใจไม่บรรจุผมเป็นอาจารย์ ให้เหตุผลว่าสาขาวิชาที่ผมเรียนมาไม่สอดคล้องกับภาควิชาที่จะเป็นอาจารย์ ผมเครียดมาก เพราะผมอุตส่าห์ลาออกจากงานมา แต่พอดีว่าในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นทางสำนักงาน กพ รับสมัครสอบชิงทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ ผมจึงไปสมัครสอบ
        ใน ช่วงนั้นชีวิตมันน่าเบื่อมาก พ่อก็เพิ่งเสียชีวิตไม่นาน แม่ก็ไม่มี มีแต่พี่ชาย เขาก็อยู่ส่วนของเขา เขาเพียงแค่ส่งเสียให้เรียนเท่านั้นเอง รู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียว ไม่มีใคร ผมรู้สึกเครียดและเบื่อหน่ายชีวิตมาก จนกระทั่ง ถึงขั้นที่ร่างกายอ่อนแอมีอาการวิงเวียนศีรษะตลอดเวลาเป็นเวลาหลายเดือน ยิ่งเป็นอย่างนั้นยิ่งทำให้ผมเครียดหนักไปอีก ร่างกายก็ทรุดโทรมหนักลงไปอีก วนเป็นวงจรอยู่อย่างนั้น จนแทบทนมีชีวิตอยู่ไม่ไหว
        ใน ที่สุดผลสอบก็ออกมา ผมสอบผ่านข้อเขียน และไปสอบสัมภาษณ์ ขณะที่สัมภาษณ์ มีคำถามหนึ่งที่ผู้สัมภาษณ์เขาสะดุดใจ เขาถามผมว่า “ทำงานที่โรงผลิตเหล้า เงินเดือนก็ดี อยู่สุขสบายการงานน่าจะไปได้ดี ทำไมถึงลาออกมา” คำตอบของผมคือ “ผมรู้สึกผิดตลอดเวลา ทุกวันที่ทำเหล้าเอาไปขายให้คนกิน ก็เลยคิดว่าออกมาหาอย่างอื่นทำดีกว่า” นี่คงเป็นคำตอบที่ทำให้เขารู้สึกว่าถ้าเรามารับทุนนี้ แล้วมาเป็นพนักงานองค์กรของรัฐน่าจะเหมาะ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่มาจากพระเจ้า เพราะว่าหลังจากเรียนจบก็ไปสมัครงานหลายที่ ทำไมไม่ไปทำที่อื่น ทำไมมาทำที่นี่ เหมือนกับพระเจ้ารู้ล่วงหน้าว่าสุดท้ายต้องมาตอบคำถามนี้ ในที่สุดผมก็ได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศสก็อตแลนด์

แผนการณ์ของพระเจ้า
        เหมือนพระเจ้าจะจับจิ๊กซอว์แต่ละตัวมาต่อๆ กัน ตั้งแต่ก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว ขอทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น ดังนี้ 1 พระเจ้าให้ผมรู้จักพระคัมภีร์ของคริสเตียนและคุ้นเคยกับคำศัพท์ในพระคัมภีร์ ตอนไปเรียนภาษาอังกฤษที่โบสถ์ในซอยเรวดี 2 ให้ผมรู้จักกับตี๋ใหญ่ ได้ถกเถียงกันเรื่องพระเจ้า 3 หลังจากออกจากงานที่บริษัทมาเป็นนักวิจัยลูกจ้างที่จุฬาฯ แต่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์ ทำให้ผมรู้สึกเครียด ความเครียดนั้นมีมาตลอด เครียดมากๆ ก็เริ่มเบื่อหน่าย หวังว่าถ้าไปเรียนที่ต่างประเทศคงจะหาย ก็เลยไปสอบชิงทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ พระเจ้าดลใจคณะกรรมการสัมภาษณ์ให้ถามคำถามที่ผมตอบได้ และเมื่อไปต่างประเทศก็ได้พบกับคริสเตียนหลายคนที่เข้ามามีส่วนช่วยสร้าง ชีวิตและทำให้ผมรู้จักพระเจ้ามากขึ้น และมีเหตุการณ์ความยากลำบากในชีวิตเข้ามามาก จนผมหมดทางออกหรือหมดทางที่จะแก้ปัญหาด้วยกำลังความสามารถของตัวเอง ในที่สุดต้องหันมาแสวงหาพระเจ้า
        ช่วงที่ อยู่ในไทยมีความเครียดมากมายจนร่างกายทรุดโทรม คิดว่าหากออกจากสิ่งแวดล้อมเดิมในประเทศไทย ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ในต่างประเทศ อาการน่าจะดีขึ้น แต่ผมคิดผิดครับ พอไปเรียนต่อต่างประเทศ ยิ่งลำบากมากขึ้น อาการวิงเวียนศรีษะตลอดเวลาก็ไม่หายไป เรียนก็ยาก พอผลสอบเทอมที่ 1 ออกมาผมตกหนึ่งวิชา ผลก็คือหากไม่เรียนวิชาอื่นเพิ่มเติมทดแทนให้หน่วยกิตครบก็จะไม่จบปริญญาโท นี่ก็ทำให้ผมเครียดเข้าไปอีก วันนั้นผมเดินคอตกกลับหอพัก ระหว่างทางมีคริสเตียนกลุ่มหนึ่ง มีกิจกรรมการแสดงริมถนน เมื่อผมเดินผ่าน มีคนหนึ่งเอาใบปลิวมาให้ผม ผมหยิบใส่กระเป๋าแล้วเดินต่อกลับบ้าน ในใบปลิวนั้นผมมาดูทีหลังเขาบอกว่า ใครที่มีความรู้สึกเครียดรู้สึกชีวิตไม่มีหวัง รู้สึกสับสน รู้สึกเหมือนกับอยู่คนเดียว เขาบอกว่าถ้าเรามีความรู้สึกเหล่านี้ขอเชิญมาพบปะสังสรรค์ทำกิจกรรมกับพวก เขาเราจะหายจากอาการเหล่านั้น แล้วเขาก็ให้ที่อยู่ไว้ ผมก็กลับมาบ้านก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ความเครียดของผมยังอยู่ ต่อมาก็นึกขึ้นได้ว่ามันมีใบปลิวนี้อยู่ก็หยิบมาอ่านดู ก็เลยตัดสินใจ ณ วันนั้นว่าเออ น่าจะลองไปดู ตามสถานที่ที่เขาให้ไว้
        ผม ออกจากบ้านขึ้นรถไฟไปจนถึงสถานีปลายทางที่จะลง ตอนนั้นเวลาประมาณสี่โมงครึ่งถึงห้าโมง เป็นหน้าหนาวก็เลยมืดเร็ว พอมืดแล้วผมก็หลงทาง ในขณะที่ผมกำลังเดินไปเรื่อยๆ มีผู้หญิงคนหนึ่ง (ภายหลังทราบว่าชื่อลินดา) ขับรถมาแล้วก็มาจอดข้างผม และก็เปิดกระจกลงมาถามผมว่า เขาอยากจะไปโบสถ์แห่งหนึ่งชื่อโบสถ์ไฮแลนด์ รู้มั๊ยว่าไปทางไหน ผมบอกว่าไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าไปทางไหนแต่ผมก็กำลังจะไปโบสถ์นี้อยู่เหมือนกัน นี่ไงใบปลิวที่ผมได้มาผมก็ยื่นให้เขาดู เขาก็เลยบอกว่างั้นขึ้นรถแล้วไปด้วยกัน ผมก็ขึ้นไปบนรถแล้วเขาก็ขับไปอีกหน่อย ไม่ไกลมากก็พบว่าโบสถ์ไฮแลนด์ตั้งตระหง่านอยู่ริมถนน มีคนอยู่สัก 50-100 คน ผมเห็นทุกคนที่อยู่ที่นั่นมีอากัปกริยาอย่างเดียว คือกำลังอธิษฐานพูดภาษาแปลกๆ ผมฟังไม่รู้เรื่องเลยแล้วก็งงมากไหนในใบปลิวบอกว่ามาแล้วจะหายเครียด แต่ทุกคนต่างก็คุยกันเองแล้วเดี๋ยวก็อธิษฐานใหม่ ไม่เห็นมีใครมาสนใจผมเลย แทนที่จะหายเครียดผมคิดว่ายิ่งจะทำให้เครียดหนักเข้าไปอีก
        ลิ นดา(ผู้หญิงที่เรียกผมให้ขึ้นรถมาด้วยกัน)ก็หันมาชวนผมคุยนิดหน่อย เธอก็เขียนสถานที่และชื่อโบสถ์ของเธอให้ผม เธอบอกผมตอนหลังว่าความจริงที่เธอมาที่โบสถ์ไฮแลนด์นี้ เป็นเพราะว่าวันนั้น เธอรู้สึกว่าจะต้องมาโบสถ์นี้ทั้งๆ ที่เธอไม่เคยรู้จัก อยู่ไหนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ แต่เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่เธอเองก็ไม่รู้สาเหตุ มากระตุ้นเธอว่าต้องไปที่โบสถ์ไฮแลนด์ ต้องไปให้ได้ รบกวนในใจว่าจะต้องไปโบสถ์นี้ให้ได้ ลินดา เป็นผู้หญิงอายุประมาณสัก 50 ปี ความจริงเธอเป็นคนเล่นเปียโนที่โบสถ์อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากโบสถ์ไฮแลนด์
        วันอาทิตย์ ต่อมา ผมก็ไปโบสถ์ที่ลินดาเล่นเปียโนอยู่ที่นั่น ซื่อโบสถ์สก๊อตตั้น ความจริงลินดาไม่ได้คาดหวังว่าผมจะไป วันนั้นที่เธอเขียนชื่อและที่อยู่ของโบสถ์ให้ผมไว้ ก็ไม่ได้คิดว่าผมจะมา แต่ให้เผื่อๆ ไว้เท่านั้น เมื่อผมมาโบสถ์จริงๆ ลินดาก็ตกใจมากเลย แต่ก็มีสีหน้าตื่นเต้นและดีใจที่ได้พบกันอีก
        จาก วันนั้นผมก็มาโบสถ์นี้เป็นประจำเกือบทุกอาทิตย์ ทำให้ผมกับลินดาก็รู้จักกันมากขึ้น ผมสนิทสนมกับสามี ลูกๆ และหลานของเธอมาก ผมได้เล่าให้เธอและจอห์นสามีของเธอฟังหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตของผม รวมทั้งเรื่องที่ผมสอบตกซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าผมเครียดมากด้วย ในที่สุดลินดาก็บอกว่า บางช่วงสามารถมาพักอาศัยอยู่บ้านเธอก็ได้ จะได้มีเืพ่ื่อน อย่างน้อยก็อาจจะสบายใจขึ้นและหายคิดถึงบ้านมากขึ้น

จุดที่ทำให้ยอมจำนน
        ต่อมาลินดาได้ย้ายจากโบสถ์สก๊อตตั้นไปโบสถ์อีกแห่งหนึ่งชื่อโบสถ์ควีนสพาร์ค แบ๊บติสต์เชอร์ช ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองกลาสโกว์ ไกลจากหอพักที่ผมอยู่มาก ดังนั้นทุกเช้าวันอาทิตย์ลินดาและจอห์นจะขับรถแวะมารับผมไปโบสถ์ด้วยเมื่อไป โบสถ์ระยะหนึ่ง ฟังคำเทศน์ฟังเรื่องราวต่างๆเริ่มมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วลินดาบอกว่าในโลกนี้มีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่ง แล้วก็มีพระเยซูคริสต์ซึ่งเป็นพระบุตรของพระเจ้า เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราช่วยตัวเองไม่ได้ ขอให้รู้ว่ายังมีพระเยซูคริสต์ที่สามารถช่วยเราได้ นั่นคือสิ่งที่ผมพอจับความได้และจำได้
        ใน ช่วงนั้นสุขภาพผมแย่มากทั้งทางกายและทางใจ ถึงขั้นต้องไปหาหมอเพราะผมนอนไม่หลับ มันเครียดเกินไป เครียดมาก อาการไม่ค่อยดีเวียนหัวตลอดเวลา เป็นอยู่แบบนี้แล้วคิดอะไรก็ไม่ออก เบลออยู่ตลอดเวลา รู้สึกเบื่อชีวิต รู้สึกเศร้า รู้สึกไม่มีใคร รู้สึกเครียด รู้สึกเรียนไม่จบ สารพัดพวกนี้ เข้ามาในเวลาเดียวกันในคนๆ หนึ่ง แทบจะทนไม่ไหว ในที่สุดหมอต้องสั่งยานอนหลับชนิดแรงมาให้ผมทาน แต่ตอนหลังๆ ก็ดื้อยา อาการนอนไม่หลับก็ยังมีอยู่
        มี อยู่คืนหนึ่ง ประมาณกลางดึก ผมรู้สึกผมทนไม่ได้แล้ว มีทางออกอยู่ไม่กี่ทาง ทางที่ 1 คือ ฆ่าตัวตาย ทางที่ 2 ก็คือจะกลับประเทศไทยหรือจะหนีไปไกลๆ ขณะที่ความคิดสับสนอยู่นั้นผมนึกถึงคำพูดของลินดา ว่าในโลกนี้มีพระเจ้าอยู่องค์หนึ่งเมื่อเราถึงขั้นวิกฤต ถึงช่วงที่ไม่มีใครช่วยได้หรือตัวเองก็ช่วยไม่ได้เขาบอกว่าพระเจ้าช่วยได้ พระเยซูคริสต์ช่วยได้ ผมก็ไม่ได้เชื่อนะแต่ว่า คำพูดนั้นก้องอยู่ในความทรงจำ ลินดาบอกว่าแค่อธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยเท่านั้น ไม่ยาก ผมก็เลยลองอธิษฐาน “พระเจ้าถ้าพระเจ้ามีจริงๆ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าผมแย่แล้วและช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าพระองค์มีจริงๆ มาช่วยผมทีเถอะขอให้ผมหายจากโรคความเครียดนี้ แล้วก็ร่างกายที่มันอ่อนแอที่หัวสมองมันตื้อที่เต็มไปด้วยอะไรก็ไม่รู้จน สับสนไปหมด จนผมเกือบจะทนไม่ได้แล้ว ขอมาช่วยหน่อยเถอะนะครับ” ผมบอกว่านี่ผมไม่มีทางอื่นแล้ว อธิษฐานเสร็จผมก็ไปนอน และเมื่อผมนอนไปสักพักหนึ่ง ไม่นานผมไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปหรือยังไม่หลับหรือยังไง ไม่รู้ว่าหลับหรือเปล่า แต่สิ่งที่รู้และจำได้แม่นก็คือว่ามีใครวาววับ มาใกล้ที่ผมนอนอยู่ ไม่เห็นหน้าแต่เห็นว่าเป็นคน มีผ้าคลุมศรีษะ มาจับมือผมกุมไว้ พอเขาจับมือผมเท่านั้น มันเหมือนกับมีกระแสพลังงานบางอย่างวิ่งทั่วร่างกายผมเลยนะ คล้ายๆ กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ สักครู่หนึ่ง อาการความเครียด กล้ามเนื้อที่มันเกร็ง ความเมื่อยล้าต่างๆ ความไม่มีแรง ความเหน็ดเหนื่อย อะไรทุกสิ่งรวมทั้งแรงกดดัน ความเครียดอะไรทั้งหมดมันหายไปเลย ร่างกายมีความรู้สึกดีมาก ความคิดความอ่านในสมองมัน
โปร่งมันโล่งไปเลย แล้วก็เป็นคืนแรกที่ผมนอนหลับอย่างสนิทตั้งแต่ตอนดึกคืนนั้นไปจนถึงหกโมง เช้าโดยไม่มีสะดุ้งตื่นอะไรเลย เป็นการนอนหลับที่มีสันติสุขจริงๆ ในช่วงที่นอนหลับตลอดคืนนั้น มีความรู้สึกอบอุ่น เป็นความอบอุ่นในที่คนนั้นก็จับมือผมกุมไว้ แล้วก็อยู่กับผมอย่างนั้นตลอดทั้งคืน ผมก็นอนหลับอย่างมีความร้สู ึกปลอดภัย รู้สึกดี รู้สึกมีสันติสุข ตื่นเช้าขึ้นมามันเป็นอะไรที่เหมือนพ้นจากขุมนรกที่ผมตกอยู่ในนั้นมานาน ผมรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก อาการอะไรต่างๆ ที่มันมึนๆ เครียดๆ หายหมดเลย
        ตื่น ขึ้นมาตอนเช้าเป็นวันอาทิตย์ ลินดาขับรถแวะมารับเหมือนเดิมเพื่อไปโบสถ์ด้วยกัน ผมก็เล่าให้ลินดาฟังถึงเหตุการณ์เมื่อคืนว่า ใครก็ไม่รู้มาหาผม จับมือผมกุมไว้ตลอดคืน และมีพลังไหลผ่านทุกส่วนในร่างกายผม อาการเครียดต่างๆ หายไปหมดเลย ทำให้ผมหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ลินดาบอกกับผมว่าอาจจะเป็นพระเยซู อาจจะเป็นพระวิญญาณบริสุทธ์ิหรืออาจจะเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า เขาไม่รู้ แต่เขาเชื่อว่ามาจากพระเจ้าแน่ๆ เขาเลยอธิษฐานนำผมรับเชื่อและยอมให้พระเยซูคริสต์เข้ามาในชีวิต เขาก็พูดถึงเรื่องของพระเยซูเรื่องของการไถ่บาป แล้วก็ถามผมว่าเชื่อไหม...ผมก็บอกว่าเชื่อ เขาก็อธิษฐานพาผมรับเชื่อ เชื่อว่ามีพระเจ้า และพระเจ้ารักผมมากแม้ว่าผมเป็นคนบาปคนหนึ่งก็ตาม พระเจ้าไม่ถือโทษผมอีกต่อไป เพราะผมยอมรับให้พระเยซูรับโทษบาปแทนผมแล้ว มีพระเยซูเท่านั้นที่รับโทษบาปแทนผมได้ เพราะพระองค์บริสุทธิ์ ในพระองค์ไม่มีบาปเลย ตั้งแต่นั้นผมก็ถือว่าผมเป็นคริสเตียน

ชีวิตที่เปลี่ยนไป
        จากนั้นผมก็ไปโบสถ์เป็นประจำ ชีวิตก็เปลี่ยนไป เริ่มเข้าใจความจริงว่าชีวิตเราไม่ได้อยู่คนเดียว แล้วก็ชีวิตนี้ที่ตอนแรกมองว่ามันไม่มีความหมายอยู่หรือไม่อยู่ก็เหมือนกัน กลับกลายเป็นว่ามันมีความหมายเพราะว่ามีพระเจ้าอยู่ด้วยมีพระเยซูคริสต์อยู่ ด้วย ในขณะที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่นั้น ผมฟังคำเทศนา อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน เพราะว่ามีความกลัวอยู่ตลอดเวลาแล้วก็เห็นว่าโดยการพึ่งกำลังของตัวเองนั้น ผมรู้สึกไม่มั่นคง แต่ที่มั่นคงได้เพราะพระเยซูคริสต์อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเวลามีเรื่องหรือมีความเครียดอะไรผมก็จะเข้ามาหาพระเยซูคริสต์ ตลอดเวลา ในช่วงที่เรียนอยู่ที่นั่นตลอดสี่ห้าปี เกือบหกปี ห้าปีครึ่งผมอยู่ได้เพราะ พระเยซูคริสต์ ผลการเรียนก็ดีขึ้นจนกระทั่งในเทอมที่สองของปริญญาโท จากนั้นผมผ่านทุกวิชาแล้วมันก็มีบางวิชาที่ผมก็เขียนได้นิดหน่อยทำไม่ได้ ผมก็ไปถามอาจารย์ ทำไมให้ผมผ่านล่ะผมก็เขียนไม่ค่อยได้เลย ท่านบอกว่าไม่ได้ดูเฉพาะตอนทำข้อสอบนะแต่เราดูการทำงานของคุณมาตลอดทั้งเทอม การทำแบบฝึกหัดอะไรต่างๆ รวมทั้งการทำรายงานส่งทุกๆ ครั้ง ท่านบอกว่าท่านดูทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงให้ผ่าน ซึ่งผมคิดว่านี้เป็นความช่วยเหลือจากพระเจ้า ผมจึงเรียนจบปริญญาโท แล้วก็เรียนต่อปริญญาเอกจนจบ ศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการสอบวิทยา นิพนธ์ปริญญาเอกของผมชมว่าเป็นวิทยานิพนธ์ที่ดีมากฉบับหนึ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนเหมือนมีชีวิตใหม่ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะผมได้พบพระเจ้า และยอมรับพระเยซูเข้ามาในชีวิต

บังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ
        หลังจากที่เชื่อมาแล้วหกปี ถึงจะเข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว การที่เราบอกว่าเราเชื่อพระเจ้า เชื่อพระเยซูคริสต์มันหมายความแบบนี้นี่เอง ความหมายของการพ้นจากความบาปโดยพระคุณของพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์รับโทษบาปแทนเราเหมือนแพะรับบาป พระเยซูทำเรียบร้อยแล้ว สำเร็จแล้วที่กางเขน เพียงแต่เรามีความเชื่อ ที่เหลือหลังจากนี้พระเจ้าก็จะเปลี่ยนเรา ให้เราหันกลับมาตามพระองค์ หันมาเพื่อให้พระเจ้าครอบครองชีวิต แล้วสิ่งดีทุกอย่างก็จะเกิดขึ้นจากจุดนั้น สิ่งดีทุกอย่างในชีวิตของเรามาจากพระเจ้าไม่ใช่ความพยายามทำดีของตัวเราเอง
        ผม พบว่าในทุกสถานการณ์มีพระหัตถ์ของพระเจ้าที่คอยช่วยเหลือผมอยู่ด้วยตลอดเวลา แม้ว่าหลังจากที่ผมรับเชื่อนั้น ไม่ได้หมายความว่าปัญหามันจะหมด ปัญหายังมีเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือว่า ในการจัดการกับปัญหาพวกนี้มีพระเจ้าอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นถึงอย่างไรเราก็มีสันติสุข ทุกวันนี้ผมยังเจอปัญหาเยอะแยะในที่ทำงาน ในที่อื่นๆ แม้กระทั่งตัวของเราเองก็เป็นปัญหา ในตัวของเราเองก็มีปัญหาในความรู้สึกนึกคิดต่างๆ มีปัญหาเยอะ แต่ว่ามีพระเจ้าอยู่ด้วยอันนี้คือสิ่งที่สำคัญ แล้วก็ยืนยันว่าทรงอยู่ด้วยกับเราตลอดเวลา พระเจ้าอยู่กับเรา
        เพราะ ฉะนั้นในขณะนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะมีความมั่นใจว่าสุดท้ายมันจะคลี่ คลายลงได้ ถ้ามันเป็นน้ำ พระทัยของพระเจ้า จะยากลำบากหรืออะไรก็ตามเรารู้สึกว่าเรายอมรับได้เราสามารถที่จะอยู่กับมัน ได้ด้วยความเชื่อและมีสันติสุข สมัยก่อนเรามองว่าถ้าเจอประสบการณ์อะไรที่มันยากๆ หรือว่าชีวิตไม่มีความหวังเราเหมือนจะหมดหวัง ชีวิตไม่มีความหมาย แต่เวลานี้แม้ปัญหาหรือความยากลำบากไม่ได้หายไป มันก็มีของมันเหมือนเดิม ยิ่งมากกว่าด้วยซ้ำ แต่เรารู้ว่าชีวิตเรามีความหมาย เรามีพระเจ้าอยู่ด้วย เรามีอนาคต มีอนาคตที่ไกลออกไป

หลักการดูแลครอบครัว
        ในการเลี้ยงลูกกับดูแลครอบครัว หลักการง่ายๆ ที่สุด อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผม ในสมัยที่ผมเป็นเด็กก็ไม่ค่อยจะมีใครมาดูแลอะไรเรามาก พ่อแม่ต้องทำงานเขาก็ปล่อยให้เราอยู่ของเราเอง ชีวิตในวัยเรียนและวัยทำงานเขาก็ปล่อยให้เราเป็นอิสระดูแลตัวเอง บางอย่างทำดี บางอย่างทำไม่ดี แต่ผมมีความเชื่ออย่างนี้ว่า เมื่อไรก็ตามที่เรารู้จักกับพระเจ้า เรายำเกรงพระเจ้า เราเชื่อในพระองค์ แล้วที่เหลือพระเจ้าจะเป็นผู้ทำให้เรามีพฤติกรรมที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเรื่องลูกความจริงผมไม่ได้บังคับหรือเข้มงวดในเรื่องต่างๆ มากก็ดูแลอบรมสั่งสอนตามธรรมดา แต่มีความหวังหรือทำอะไรก็ได้ที่จะช่วยให้เขารู้จักพระเจ้าเท่านั้น ผมเชื่อว่าถ้าลูกรู้จักพระเจ้า เชื่อพระเยซูและรับพระเยซูเข้ามาในชีวิตของเขาจริงๆ แล้วเขาจะดีเอง เพราะความดีมาจากพระเจ้า กำลังในการทำความดีของเราเองมีจำกัดและส่วนใหญ่มักล้มเหลวเสียมากกว่า ถ้าเราเชื่อพระเจ้า รักพระเจ้าพระเจ้านี่แหละจะเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ อุปนิสัยและพฤติกรรมของเราให้ดีเอง

ได้รับความไว้วางใจเพราะเราอยู่ในพระเจ้า
        ผมเชื่อว่าท่าทีที่ดีของเราเกิดจากที่เราเชื่อพระเจ้า เราจะได้รับความไว้วางใจจากคนอื่นในสิ่งที่เราทำค่อนข้างมาก เพราะว่าเมื่อเรารู้จักกับพระเจ้านะครับทุกอย่างที่เราทำ มันเหมือนกับเราทำหลายสิ่งหลายอย่างภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเราทำอย่างนี้มันจะสื่อออกมาในแง่ของความจริงใจที่คนอื่นสัมผัสได้ เพราะฉะนั้นเขาจะมีความไว้วางใจมาก
        เพื่อน ร่วมงานและคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาเขาก็มองเห็นการทำงานของเรา ในการบริหารจัดการงานต่างๆ ผมยึดถือในพระคัมภีร์ คือมีความรักต่อคนที่เราทำงานด้วยทุกคน

ข้อพระคัมภีร์ที่หนุนใจ
        ข้อหนึ่งที่สำคัญมากและผมจะคิดถึงตลอดเวลา อยู่ใน ฟีลิปปี บทที่ 1 ข้อ 6 บอกว่า “ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างนี้ว่าพระองค์ผู้ทรงเริ่มต้นการดีไว้ในพวกท่าน จะทรงทำให้สำเร็จจนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์” หมายความว่า ความสำเร็จอยู่ที่พระเจ้า ฉะนั้นทุกวันหรือวันไหนก็ตามตัวเราเองอาจล้มเหลวบางครั้ง แต่พระเจ้าไม่ล้มเหลว และเมื่อเราอยู่กับพระเจ้าถ้าพระเจ้าไม่ล้มเหลว เราเหมือนอยู่ในเรือลำเดียวกับพระเจ้า เราอาจจะล้มแต่เราไม่เหลวอันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะยังไงเรากลับขึ้นมา ได้แน่นอนด้วยการพึ่งพาพระเจ้า ผมมั่นใจว่าทุกอย่างที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าจะสำเร็จแน่นอน
        อีก ข้อหนึ่งคือ ฮีบรู บทที่ 6 ข้อ 10 บอกว่า “เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรมที่จะทรงลืมการงานของพวกท่านและความรักที่พวก ท่านแสดงต่อพระนามของพระองค์ คือการปรนนิบัติพวกธรรมิกชนนั้น ดังที่พวกท่านยังปรนนิบัติอยู่" ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เราทำเพื่อพระนามของพระเจ้าพระเจ้าไม่ลืม
        สมา คมพระคริสตธรรมไทยขอขอบคุณ คุณกิติพงค์ พร้อมวงค์ ซึ่งปัจจุบันทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ตำแหน่งผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยและการจัดการนโยบาย เป็นประธานกรรมการบริหารมูลนิธิบ้านนกขมิ้น และเป็นสมาชิกคริสตจักรสัมพันธ์สามัคคี(นนท์) จ.นนทบุรี สำหรับเรื่องราวที่ได้แบ่งปันในครั้งนี้ เราเชื่อแน่ว่าจะเป็นพระพรและหนุนใจหลายคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ ท้อใจหรือหมดหวังในชีวิต ให้คุณขอกำลังและพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าร้องเรียกหาพระนามขององค์พระเยซู คริสต์ ผู้เป็นพระเจ้าที่พร้อมยื่นพระหัตถ์อันทรงฤทธ์ิของพระองค์ช่วยทุกคนที่ร้อง ขอการช่วยเหลือจากพระองค์

สมัครแข่งขันพระคัมภีร์

 

คริสตสายสัมพันธ์

 

 
 
 

การแปลพระคัมภีร์ภาษามือ

เมนูพระคัมภีร์

 

พระเยซูทรงบังเกิดภาษามือไทย

เสียงอ่านพระคัมภีร์