Get Adobe Flash player

ข่าวประชาสัมพันธ์

ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงต้นปี 2017 ทำให้ประชาชน รวมถึงพี่น้องคริสตชนและคริสตจักรต่างๆ เดือดร้อนเป็นจำนวนมากอุทกภัยครั้งนี้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและทำลายสุขภาพจิตของผู้คน อ่านเพิ่มเติม


 

สินค้าออกใหม่

พระคริสตธรรมคัมภีร์ ไทย- อังกฤษ

 - ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน (THSV)
- ภาษาอังกฤษ ฉบับ English Standard Version (ESV) พิมพ์สองสี แยกส่วน ไทย -อังกฤษ  สั่งซื้อคลิก


 
 
 

สินค้าโปรโมชั่น

พระคัมภีร์ รุ่นวิถีจัดการทางด้านการเงิน

พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน2011 รุ่นวิถีจัดการทางด้านทางการเงิน มีไฮไลท์ข้อพระคัมภีร์เป็นแถบสีเขียว เกี่ยวกับทางด้านการเงิน การงาน การถวาย การดูแลทรัพย์สิน จำนวน 2,000 กว่าข้อ พร้อมบทเรียน 40 วัน สั่งซื้อคลิก


 
 
 

ผลคะแนนซูเปอร์จิ๋ว

 

แอพพลิเคชั่นพระคัมภีร์

 

Thai testimonies

Follow Me

 

 

 

 
 
  • App.png
  • linest.png
  • newline.png
  • newline3.png
  • tbsbible.png
  • the-Word.png

บริหารครบทุกสไตล์

การคิดเป็นที่มาของการกระทำ ผู้บริหารกิจการระดับสูงขององค์กร เราเรียกผู้บริหารระดับสูง (Executives) นอกจากนั้นก็มีทีม ผู้บริหารฝ่ายต่างๆ ตามความจำเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะระดับใดก็ตามขอเรียกรวมๆ ว่า ผู้บริหารผู้บริหารแต่ละคนบริหารงานในตำแหน่งที่ตนรับผิดชอบด้วยวิธีที่แตก ต่างกันการบริหารและการจัดการงานในองค์กร ล้วนมีที่มาจากการคิดของผู้บริหารทั้งสิ้นหมายความว่าผู้บริหารคนนี้คิด อย่างไร เขาก็ทำอย่างที่เขาคิด แล้วผู้บริหารจะรู้ได้อย่างไรว่าควรคิดแบบไหนจึงจะเป็นประโยชน์กว้างที่สุด

ผู้บริหารคิดว่าตนมีหน้าที่อย่างไร เขาก็บริหารอย่างนั้น
  อาจารย์ เอ็ดเวิร์ด เดอโบโน ได้พบผู้บริหารในประเทศต่างๆ มากมาย ท่านพบว่าผู้บริหารมีอยู่ 4 สไตล์ ซึ่งล้วนแตกต่างจากที่เราเคยได้ยินได้เห็นในวิชาการบริหารที่เราเคยเรียน สไตล์ผู้บริหารในความหมายของท่านคือ ผู้บริหารคนนั้นต้องคิดว่ามีหน้าที่รับผิดชอบทำอะไรบ้าง ไมใช่ว่าเขาทำอะไรเก่งหรือเก่งด้านไหน เมื่อเขาคิดว่าหน้าที่ของผู้บริหารต้องทำอะไร เขาก็ทำตามหน้าที่อย่างที่เขาคิดและเข้าใจ ผู้บริหารแต่ละคนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับหน้าที่แตกต่างกัน เขาจึงทำงานแตกต่างกันให้เราได้เห็นแม้ทำงานตำแหน่งเดียวกัน

สไตล์ผู้บริหารบอกความคิดของเขา
   อาจารย์ เดอโบโน แบ่งสไตล์ผู้บริหารออกเป็น 4 สไตล์ ตามหน้าที่ที่ผู้บริหารคิดว่าต้องทำอะไร คือ

        คนขับรถไฟ (Train Driver) คนขับรถไฟมีตารางการทำงานชัดเจน เช่น วันนี้ต้องขับรถไฟออกจากสถานีหัวลำโพงที่กรุงเทพฯ เวลา 07.00 น. ต้องไปถึงสถานีเชียงใหม่ เวลา 20.00 น. พอเริ่มงาน คนขับรถไฟก็สตาร์ทเครื่องและขับรถไฟมุ่งสู่เชียงใหม่ ตามเวลาที่กำหนด เป็นอันว่าวันนี้ทำงานสำเร็จเรียบร้อยอย่างสมบูรณ์ ผู้บริหารสไตล์คนขับรถไฟคิดว่าหน้าที่ของผู้บริหาร คือ การทำตามกำหนดการประจำวันที่มีอยู่ แต่ละวันทำตามตารางให้เสร็จเรียบร้อยถือว่าทำงานบริหารได้อย่างสมบูรณ์

        หมอ (Doctor) หมอมีหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาและรักษาคนไข้ให้หายจากความไม่สบาย พอคนไข้หาย ก็ถือว่าทำงานสำเร็จเรียบร้อย ผู้บริหารสไตล์หมอ คิดว่าหน้าที่ผู้บริหาร คือการแก้ปัญหา ถ้าวันไหนปัญหามีให้แก้ เขาจะเห็นว่าวันนี้งานเยอะ ถ้าวันไหนไม่มีปัญหา เขาจะเห็นว่าวันนี้ว่างไม่มีงานทำ

        ชาวไร่ชาวนา (Farmer) ชาวนาขาวไร่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และอยากทำให้ผลผลิตต่อไรสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชาวไร่ชาวนาจึงขวนขวายพัฒนาการปลูกพืชที่ทำอยู่อย่างตั้งใจ ผู้บริหารสไตล์ชาวนาจะสนใจทำงานที่ตนดูแลอยู่ให้ดีที่สุด และหมั่นพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เขาใส่ใจเฉพาะในฝ่ายของตนเอง และไม่ใส่ใจฝ่ายอื่นเพราะงานของใคร คนนั้นก็ควรดูแล เหมือนไรนาของใคร คนนั้นก็ดูแลของตนเอง

        ชาวประมง (Fisherman) ชาวประมงไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แหล่งทำกินของชาวประมง คือทะเล ซึ่งมีน้ำเต็มไปหมด จึงมองไม่เห็นอะไรอย่างอื่นเลย ชาวประมงออกทะเลไปหาปลาทุกครั้ง มีความไม่แน่นอนสูงมาก แต่เขาลดความไม่แน่นอนลงได้บ้าง โดยการลงทุนกับเรือหาปลา เครื่องมือหาปลา และสะสมทักษะการหาปลาไว้เพื่อให้รู้ว่า เช่น ควรหาปลาอย่างไร ควรแล่นเรือไปทิศทางใด จึงจะมีโอกาสได้ปลาตามที่ต้องการ เป็นต้น ชาวประมงออกเรือไปหาโอกาสที่จะได้ปลาทั้งๆ ที่มองไม่เห็นตัวปลาและรู้ว่ามีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่เขามั่นใจที่จะไปเพราะเขามีเครื่องมือที่ดีและมีทักษะการหาปลาซึ่งตนได้ลงทุนสะสมไว้ ผู้บริหารสไตล์ชาวประมงหมั่นมองหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งมองด้วยตาอาจไม่เห็นชัดเจนนัก แต่เขามองด้วยความคิด เขาจึงเป็นนักสร้างสิ่งใหม่ ทำสิ่งใหม่ๆ โดยลงมือทำจริง ไม่ใช่เพียงแต่คิดและพูดเท่านั้น

        สไตล์ของผู้บริหาร 4 สไตล์นี้ บอกให้รู้ว่าผู้บริหารคิดว่าตนมีหน้าที่อะไร แล้วตนก็ทำตามนั้นอย่างมั่นใจ และอุ่นใจว่าตนได้ทำถูกทางแล้วและทำดีที่สุดแล้ว

คนเดียวทำให้ได้ 4 สไตล์ คงเกิดประโยชน์
        เมื่อได้ฟังสไตล์ของผู้บริหาร 4 แบบแล้วเราสามารถเลือกว่าจะนำแบบไหนมาใช้อะไรได้บ้าง ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อเราและองค์กรได้ ส่วนอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ไม่ต้องไปเสียเวลาคิดเช่นไม่ต้องคิดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาคิด เพราะนั่นเป็นการคิดที่ไม่สร้างให้เกิดประโยชน์ขึ้นมากับใคร อีกทั้งยังเสียเวลา และเสียพลังงานในการคิดและในการพูดวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ

        เราสามารถดึงเอาแนวคิด 4 สไตล์ นี้มาใช้ประโยชน์ได้หลายทาง เช่น ลองถามตัวเองว่า ผู้บริหารควรทำสไตล์ใดได้บ้าง เราคงอยากให้ผู้บริหารไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารของบริษัท หน่วยงานราชการ หรือผู้บริหารประเทศสามารถทำได้ทั้ง 4 สไตล์สามารถเลือกสไตล์ได้ตามสถานการณ์และความเหมาะสม

        ปัจจุบันเราทำสไตล์ไหนได้บ้าง ถ้าเราเป็นผู้บริหารที่ทำได้ทั้ง 4 สไตล์ สไตล์ไหนที่เรายังไม่ค่อยได้ทำบ้าง เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพ วิสัยทัศน์ สร้างสรรค์สิ่งดีงามใหม่ๆ ให้กับตนเองและองค์กรมากขึ้น เพิ่มความภูมิใจที่สามารถช่วยสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้กับองค์กร และประเทศชาติได้มากตามที่ต้องการ

ลงมือทำ ตั้งแต่วินาทีนี้ จะตั้งต้นให้เป็นคน ครบ 4 สไตล์ได้อย่างไร
        มีวิธีที่จะช่วยให้เราพัฒนาตนเองให้ทำได้ครบทั้ง 4 สไตล์ สไตล์แรกซึ่งเป็นการทำงานประจำตามตารางนั้น เราคงตัดออกไปก่อนเพราะทำกันได้อยู่แล้ว ทีนี้เราคงเหลือ 3 สไตล์ คือ นักแก้ปัญหา นักพัฒนา และนักบุกเบิกสร้างสรรค์ นี่เป็นการประยุกต์สไตล์ผู้บริหาร ของอาจารย์เดอโบโน มาใช้พัฒนาตนเอง

        หลักการ คือ จะทำอะไรก็ตามต้องคิดทำ 3 ทางอย่างสมดุล คือแก้ปัญหา พัฒนาและคิดสิ่งใหม่ โดยปกติเราเคยชินกับการคิดแก้ปัญหาเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่เราเรียนหนังสือ เราต้องคิดแก้โจทย์ที่เป็นแบบฝึกหัด และที่เป็นข้อสอบ เวลาต้องใช้ความคิดก็คือเวลาที่มีปัญหาให้แก้ เราเป็นอย่างนี้กันมาหลายปีจากการเรียนในโรงเรียน จนเกิดเป็นความเคยชิน การคิด คือ การแก้ปัญหา ถ้าไม่มีปัญหาก็สบาย เพราะไม่ต้องใช้ความคิดทัศนคติต่อการคิดของคนหลายคนจึงรู้สึกว่า การคิดเป็นเรื่องหนักสมอง ไม่น่ารื่นรมย์ส่วนใหญ่เวลามีเรื่องต้องให้คิดมักเป็นเรื่องหนักใจเสียส่วนใหญ่

เราลองนึกถึงชีวิตของเรา แล้วเขียนโจทย์เพื่อฝึกคิดเกี่ยวกับตนเอง
        แก้ปัญหา เช่น ตัวอย่างที่นักเรียนเขียนว่า "แก้ปัญหาฉันง่วงตอนเรียน" ท่านผู้อ่านลองเขียนโจทย์แก้ปัญหาของตัวเองสักสองโจทย์ดูนะคะ
พัฒนา คือเรามองสิ่งที่ดีอยู่แล้วเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เช่นผู้บริหารคนหนึ่งเขียนว่า "พัฒนาการสอนงานของฉัน" ท่านผู้อ่านลองเขียนโจทย์พัฒนาสิ่งที่ดีอยู่แล้วของตนเองสักสองโจทย์ดูนะคะ
        คิดสิ่งใหม่ คือ เราอยากคิดใหม่เกี่ยวกับอะไรบ้าง เช่น ปกหนังสือเล่มใหม่ จักรยานแบบใหม่ เป็นต้น ท่านผู้อ่านลองเขียนโจทย์คิดสิ่งใหม่ดูซิคะ หรืออาจคิดว่าท่านอยากได้นวัตกรรมเกี่ยวกับอะไร

        โจทย์เหล่านี้จะเป็นตัวตั้งที่ดีให้เราตั้งต้นคิดแบบมีวิสัยทัศน์กว้างขึ้นกว่าการคิด แก้ปัญหาอย่างเดียว เมื่อตั้งต้นได้แล้ว เราก็ฝึกคิดหาวิธีทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ และตอบโจทย์ได้หลายๆ วิธี ทำไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆ สามารถเป็นได้ทั้งนักทำงาน นักแก้ปัญหา นักพัฒนาและนักบุกเบิกสร้างสรรค์ได้ด้วยความคิด จิตใจและการกระทำ เพื่อช่วยสร้างสรรค์สิ่งดีงามและความชื่นใจให้แก่ตัวเอง ครอบครัว องค์กร และประเทศชาติที่แสนดีของเรา

ข้อมูลอ้างอิง : อาจารย์รัศมี ธันยธร ผู้อำนวยการศูนย์ความคิดสร้างสรรค์ บริษัท ศูนย์ความคิดสร้างสรรค์จำกัด www.creativitycenter.co.th__

สมัครแข่งขันพระคัมภีร์

 

คริสตสายสัมพันธ์

 

 

การแปลพระคัมภีร์ภาษามือ

เมนูพระคัมภีร์

 

พระเยซูทรงบังเกิดภาษามือไทย

เสียงอ่านพระคัมภีร์