เมนูหลัก
หน้าหลัก
สารจากเลขาธิการ
เกี่ยวกับสมาคมฯ
คริสตสายสัมพันธ์
คำพยานหนุนใจ
บทความพิเศษ
ท่านถาม-ฝ่ายแปลตอบ
เมนูพระคัมภีร์
โลกพระคัมภีร์
สินค้าสมาคมฯ
ประชาสัมพันธ์
ภาพกิจกรรมต่าง ๆ
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อสมาคมฯ
thaibible.net
CrossWire Thai V 1.5
พระคัมภีร์เมี่ยน/Mien Bibles
เกี่ยวกับโปรแกรม The Word
คำนิยม THSV
สัปดาห์ระลึกพระคัมภีร์
ร่วมงานกับสมาคมฯ

images/stories/tbslogo-ebooks2.png

เว็บเพื่อนบ้าน
คริสตจักรต่าง ๆ
เว็บคริสเตียนทั่วไป
องค์กรและหน่วยงานคริสเตียน

 







สัมภาษณ์พิเศษ สามดาว
เขียนโดย คุณสรวง บุญชูสนอง   

บนถนนศรีนครินทร์หัวมุมถนนพัฒนาการ อาคารสีขาวขนาดเล็กมีไม้กางเขนและสัญลักษณ์รูปปลาบนผนังอาคารเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายกับคนที่ผ่านไปมา ที่นี่เป็นที่ตั้งของ รถยนต์สามดาว

จำหน่ายรถมือสองบนที่ดินประมาณ 3 ไร่ และเป็นที่ตั้งของคริสตจักรสวนหลวง เจ้าของสถานที่คือคุณสรวง บุญชูสนอง อายุ 51 ปี ท่านเป็นทั้งนักธุรกิจคริสเตียน ผู้ก่อตั้งคริสตจักรสวนหลวง และผู้รับใช้คริสตจักรอุดมการณ์ (ถนนจันทน์) สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอขอบพระคุณที่ท่านกรุณาให้สัมภาษณ์แก่เรา สมาคมฯ เชื่อว่าประสบการณ์ในชีวิตของท่านจะให้ข้อคิดมุมมองที่น่าสนใจแก่ผู้อ่านทุกท่าน

กรุณาเล่าเรื่องความเป็นมาของครอบครัวและวัยเด็ก
      พ่อแม่ของผมมาจากประเทศจีน พ่อมาเมืองไทยเมื่ออายุ 25 ปีและไม่ยอมพูดภาษาไทยตลอดชีวิต ว่าที่จริงอาจจะเรียกได้ว่าพ่อเป็นคอมมิวนิสต์คือไม่นับถือพระใดๆ ไม่เคยมีรูปเคารพ และไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ครอบครัวของเรายากจนมาก พ่อหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพขายปลาที่สะพานปลา ทำงานตั้งแต่ตีสองถึงหกโมงเย็น ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่อายุยังน้อยจึงพูดไทยชัด พ่อแม่มีลูก 6 คน เป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 1 คน ผมเป็นคนที่ 4 ปัจจุบันพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว
      ครอบครัวฝ่ายแม่เป็นคริสเตียนอยู่ในเมืองจีนและแม่ก็เป็นคริสเตียนเข้มแข็ง แม่จึงเป็นรากฐานของความเชื่อที่มั่นคงของครอบครัวเรา แม่พาลูกๆ ไปคริสตจักรในวันอาทิตย์เป็นประจำ พี่น้องของผมทุกคนรับเชื่อในพระเจ้า และเรารับศีลบัพติศมาตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ความเชื่อของเราไม่ค่อยจะเข้มแข็ง ดำเนินชีวิตไปคนละทิศคนละทาง ตัวผมเองติดโบสถ์ (คริสตจักร) มากตั้งแต่เด็กเพราะได้กินข้าวฟรี แถมได้เรียนภาษาอังกฤษอีกด้วย วันเสาร์อาทิตย์ผมจะไปอยู่ที่โบสถ์ทั้งวัน อยู่ฟรีกินฟรีเป็นการช่วยประหยัดเงินทางบ้านได้มาก ผมจะไปถึงโบสถ์ตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยเช็ดโต๊ะเก้าอี้ในโบสถ์ คนเฝ้าโบสถ์ก็จะให้ผมหกสลึงต่อวัน สมัยนั้นเงินหกสลึงก็ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ถึง 1 ชาม เมื่อผมอยู่โบสถ์มากขนาดนี้ ศิษยาภิบาลและผู้ใหญ่ในโบสถ์จึงรู้จักผมดี เมื่อผมเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ท่านจึงขอให้ผมช่วยสอนรวีวารศึกษา (ชั้นเรียนพระคัมภีร์วันอาทิตย์) แต่ผมยอมรับว่าเวลานั้นผมเป็นครูสอนรวีฯ โดยที่ไม่มีความรู้เรื่องพระคัมภีร์และไม่มีแม้แต่ภาระใจกับสิ่งที่ทำ และไม่สามารถจะพูดได้ว่ารักพระเจ้า
      เมื่อพูดถึงความยากจน ตอนผมเรียนมัธยมฯ ต้นที่โรงเรียนวัดสุทธิฯ ถนนเจริญกรุง ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งต้องรับจ้างล้างจานชามให้กับร้านขายอาหารในโรงเรียน แล้วเขาก็จะให้เรากินอาหารและให้ค่าจ้างวันละ 2 บาท ผมกับเพื่อนมักจะกลับเข้าห้องเรียนหลังอาหารเที่ยงช้าไป แต่ดีที่คุณครูเข้าใจจึงไม่โดนทำโทษ

ทราบมาว่าพี่น้องของคุณสรวงสนใจเรื่องการเมืองมาก คงจะมีเหตุการณ์ตื่นเต้นหลายอย่าง
      พี่น้องผมทุกคนมีความคิดด้านการเมืองรุนแรง แม้แม่จะพาพวกเราไปคริสตจักรเป็นประจำตั้งแต่เด็ก แต่มาถึงจุดหนึ่ง พี่น้องของผมก็เลิกไปโบสถ์ด้วยสาเหตุเรื่องความวุ่นวายทางการเมือง ในช่วงปี 2516
2519 เป็นยุคที่นักเรียนนักศึกษาออกมาประท้วงรัฐบาลบ่อยมากและยังเป็นแกนนำในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วย เมื่อเกิดเหตุการณ์ตุลาคม 2519 พี่น้องผมรู้สึกระส่ำระสาย เขารู้สึกว่าคริสตจักรส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองคือไปเข้าข้างรัฐบาลและไม่เห็นด้วยกับนักเรียนนักศึกษา ผู้ใหญ่ในโบสถ์จะบอกว่านักเรียนมีหน้าที่เรียนไม่ใช่ออกมาประท้วงรัฐบาล คริสตจักรที่เราเป็นสมาชิกอยู่ในสมัยนั้นมีการเทศนาต่อว่านักเรียนนักศึกษา ครั้งที่เกิดเรื่องกระทบกระทั่งระหว่างพี่น้องผมกับคริสตจักรคือเมื่อ ดร ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถูกกดดันให้ออกจากประเทศไทย นักเทศน์ที่คริสตจักรได้อธิษฐานบนธรรมาสน์ขอพระเจ้านำพาให้บ้านเมืองสงบ แต่คำอธิษฐานของท่านก็แสดงถึงท่าทีที่เห็นด้วยกับการขับไล่ ดร. ป๋วยออกไป ด้วยเหตุการณ์นั้น พี่ชายคนหนึ่งของผมพร้อมทั้งน้องชายซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์และน้องสาวซึ่งเรียนพยาบาลอยู่ที่ศิริราชในเวลานั้น บอกว่าถ้าคริสตจักรคิดแบบนั้นเขาจะไม่ไปโบสถ์อีก และเขาก็เลิกไปโบสถ์จริงๆ เป็นเวลาเกือบ 20 ปี
      ตอนนั้นตัวผมเองเรียนอยู่วิทยาลัยเพาะช่าง ผมเองก็ไปเดินขบวนประท้วงรัฐบาลในสมัยนั้นด้วย ผมจึงเข้าใจความรู้สึกของพี่น้องของผมและเห็นว่าเขาคิดถูก แต่ผมก็เดินออกจากโบสถ์อย่างเขาไม่ได้เพราะผมเป็นครูสอนรวีวารศึกษา ในตอนนั้นจึงเหลือแต่ผมคนเดียวที่ยังไปโบสถ์สม่ำเสมอเพราะต้องพาแม่ไปด้วย แต่ก็ไปแบบจิตใจแห้งแล้งเนื่องด้วยเรื่องพี่น้องและเหตุอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ปัจจุบันพี่น้องคุณสรวงเป็นอย่างไรบ้างและได้กลับมามีสามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนอีกบ้างไหม
?
      พี่ชายคนโตและคนรองของผมเสียชีวิตด้วยความเจ็บป่วยในเวลาต่อมา เดิมพี่ชายคนรองมาโบสถ์บ้างไม่มาบ้าง เขาเป็นคนเก่ง กว้างขวาง และเป็นคนนำผมมาสู่ธุรกิจขายรถมือสอง ผมขอบคุณพระเจ้าที่เขายอมรับเชื่อพระเจ้าอีกครั้งตอนที่เขาป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิตไป ส่วนพี่ชายคนที่สามเป็นนักขี่มอเตอร์ไซค์ เป็นนักวิ่งมาราธอน เขามีอาชีพขายรถมอเตอร์ไซค์และเป็นพ่อค้าขายกระดาษด้วย คนจะรู้จักเขาเยอะ วันหนึ่งเขากินเหล้าเมาและเกิดอุบัติเหตุขับมอเตอร์ไซค์ล้ม เขาไม่มีแผลตามตัวแต่อยู่ไปอยู่มาเขากินอาหารไม่ได้เพราะปวดท้อง กว่าหมอจะรู้ว่าแรงกระแทกทำให้อวัยวะภายในช้ำหมดถึงขนาดผนังของหลอดลมและกระเพาะทะลุ ก็เกือบสายไป แม้แต่หมอเองยังไม่คิดว่าเขาจะทนรับสภาพนั้นได้ หากเป็นคนทั่วไปก็ต้องเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เขาสู้มาก ระหว่างที่นอนเฉยๆ เพื่อรักษาตัวอยู่ 2 ปี พี่น้องที่คริสตจักรเทียนสั่งซึ่งเราเป็นสมาชิกอยู่ขยันไปเยี่ยมเยียนและอธิษฐานเผื่อ เขาจึงกลับมาเชื่อพระเจ้าอีก หลังจากผ่าตัดและรักษาตัวไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขากลับมาเดินและวิ่งได้เกือบจะเหมือนเดิมแล้ว ปัจจุบันเขาดีถึง 90 %  ตอนนี้เขาเป็นคริสเตียนเข้มแข็งมาได้ 2 ปีแล้ว
      สำหรับน้องชายคนรองจากผมจบทันตแพทย์และจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจที่นิด้า ตอนนี้เขาทำงานการเมืองที่เขาชอบ ส่วนน้องสาวคนเล็ก ผมขอบคุณพระเจ้าที่ปัจจุบันเขากลับมาเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง
      ส่วนพ่อของผม ผมใช้เวลาเกือบ 20 ปีในการเป็นพยานกับท่าน พ่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของผมตอนเริ่มทำงาน
ผมเอาใจใส่ท่านอย่างดีโดยขับรถพาพ่อไปธุระ ไปกินโต๊ะจีน ไปงานแต่งงาน ไปทุกแห่งที่พ่อต้องไป แต่ที่เดียวที่พ่อไม่ยอมไปคือคริสตจักร ส่วนแม่ก็เป็นพยานด้วยการเป็นภรรยาที่ดี แล้ววันหนึ่ง เมื่อพ่ออายุ 60 กว่า ท่านก็ตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าด้วยความดีใจของผมและแม่ ผมจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ผมไปรับแม่ไปโบสถ์ตามปกติ เราทั้งแปลกใจและดีใจมากที่ได้เห็นพ่อแต่งตัวรอเพื่อจะไปโบสถ์ด้วย วันนั้นคริสตจักรเทียนสั่งได้เชิญนักเทศน์ชาวจีนคนหนึ่งมาเทศนา พ่อคงฟังเรื่องพระเจ้าได้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง เมื่อมีการเชิญคนออกไปรับเชื่อ พ่อก็ออกไปคุกเข่าที่หน้าธรรมาสน์อย่างไม่มีใครคาดฝัน ผมขอบคุณพระเจ้าอย่างยิ่งที่พ่อกลับใจมาเชื่อพระเจ้าก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตประมาณ 10 ปี

ชีวิตคุณสรวงเคยเจอความเศร้าเสียใจเรื่องอะไรบ้างไหม
?
      ถ้าไม่มีก็คงแปลกใช่ไหมครับ อย่างที่ผมเล่ามาตอนต้น คือช่วงปี พ.ศ. 2516-2519 ผมอายุ 18-19 ปี ช่วงนั้นผมรู้สึกแย่มากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะพี่น้องผมออกจากโบสถ์ไปแล้ว ศรัทธาของผมต่อคริสตจักรก็สั่นคลอนเหมือนกัน และผมยังมีเรื่องอกหักตามประสาวัยรุ่นอีกด้วย ผมคิดน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองยากจน ตัวเตี้ย ไม่หล่อ พาแม่ขึ้นรถเมล์ไปโบสถ์ ไม่มีรถขับเหมือนคนอื่นเขา ผมเศร้ามากและอยู่ในสภาพที่เหมือนศพเดินได้ ช่วงนั้นคริสตจักรเทียนสั่งเองก็กำลังมีวิกฤติหลายอย่าง ศาสนาจารย์ ประสก ชัยรัตน์ ซึ่งเป็นศิษยาภิบาลก็เริ่มป่วยเป็นอัมพฤกษ์ คริสตจักรมีสมาชิกน้อยและหาคนทำงานโบสถ์ได้ยากมาก อาจารย์ประสกเคยทาบทามให้ผมไปเรียนพระคริสตธรรมเพื่อจะมารับใช้โบสถ์ ท่านยินดีจะให้เงินเดือนไม่ต่ำกว่างานตกแต่งหน้าต่างโชว์สินค้าของห้างวาโก้ที่ผมกำลังฝึกงานระหว่างเรียนที่เพาะช่าง คำพูดของท่านทำให้ผมรู้สึกโกรธเพราะคิดว่าโดนดูถูก แต่ภายหลังผมรู้สึกเสียใจที่ผมโกรธท่าน แท้ที่จริงท่านกำลังเริ่มเป็นอัมพฤกษ์ มีความลำบากในการพูด เมื่อจะต้องพูดอะไร ท่านก็จะรีบๆ พูด พูดตรงๆ ไปเลย ความจริงท่านก็ทาบทามรุ่นพี่ผมที่เป็นสมาชิกคริสตจักรหลายคนด้วย 
      วิกฤติอีกอย่างหนึ่งในช่วงนั้นคือทายาทของเจ้าของที่ดินกำลังจะฟ้องเอาที่คริสตจักรเทียนสั่งคืนหลังจากคุณหญิงอรุณ เมธาธิบดี ซึ่งเป็นเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่เดิมที่ตรงนี้เป็นตึกแถวและคลินิกหมอเปาโลได้มาเช่าอยู่ก่อนและได้พัฒนาเป็นที่ประชุมนมัสการเล็กๆ ศจ. ประสกได้มีโอกาสรู้จักกับคุณหญิงซึ่งเป็นเจ้าของที่และได้อธิษฐานขอให้พระเจ้ารักษาคุณหญิงเพราะท่านตาบอด คุณหญิงจึงได้มาเป็นคริสเตียน และต่อมาได้ยกที่ดินตรงนี้ให้ เมื่อมีการก่อสร้างคริสตจักรที่นี่ คุณหญิงอรุณได้ขอให้ตั้งชื่อคริสตจักรตามชื่อบิดาของท่าน คือคุณเทียนสั่ง ประทีปะเสน ซึ่งไม่ได้เป็นคริสเตียนและเสียชีวิตไปก่อน แต่ชื่อนี้ก็เป็นพรอย่างยิ่งเพราะ
เทียนสั่งเป็นภาษาจีนแปลว่า ฟ้าประทาน

คุณสรวงจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง มีประสบการณ์งานด้านศิลปะอย่างไรบ้าง
?
      ใช่ครับ ผมจบวิทยาลัยเพาะช่างด้านตกแต่งภายใน พี่ชายคนที่สองของผมก็จบเพาะช่างก่อนผม เมื่อผมเรียนจบ เขาขอให้ผมมาทำงานกับเขาทั้งช่วยทำธุรกิจขายรถมือสองและดูแลเรื่องวาดภาพขายด้วย ภาพที่วาดก็ใช้สีโปสเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นรูปที่คุ้นตาของคนไทย เช่นนางรำ เรือหงส์ และวิวประเภททุ่งนามีวัว กองฟาง และเกวียน หรือแม่น้ำมีบ้านสองฟากฝั่ง มีพระจันทร์ หรือทะเลมีเรือใบ อะไรทำนองนี้ เป็นภาพที่ใช้เวลาวาดไม่นาน วาดแล้วก็เอาไปส่งให้ร้านจิวเวลรี่แถวสีลม-สุรวงศ์เพื่อขายให้ฝรั่ง ผมวาดภาพเหล่านี้เป็นจำนวนมาก แม้จะไม่ใช่ภาพศิลปะราคาสูง แต่มันก็ช่วยให้ผมเอาตัวรอดและฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อธุรกิจขายรถของพี่ชายดีมากๆ ผมก็เลยเลิกวาดภาพเพื่อมาขายรถเต็มตัว แต่ปัจจุบันผมก็ยังใช้วิชาชีพด้านนี้รับใช้คริสตจักรในบางครั้ง และใช้สอนเด็กรวีฯ บ้าง

คุณสรวงมีคำพยานเรื่องชีวิตครอบครัวบ้างไหม
?
      ผมแต่งงานค่อนข้างเร็ว คือหลังจากที่ผมเรียนจบจากเพาะช่างและทำงานขายรถกับพี่ชายอย่างเต็มตัวอยู่ 2 ปี ตอนนั้นก็ได้ขอแยกออกมาทำธุรกิจขายรถเอง ซึ่งพี่ชายผมก็สนับสนุนผมอย่างมาก พออายุ 24 ปี ผมก็แต่งงานกับคุณณัฐญา
      หลังจากแต่งงานแล้ว กว่าจะมีลูกคนแรกก็นานถึง 8 ปี ตอนนั้นภรรยาผมอธิษฐานหนักมาก เธอจะเหมือนนางฮันนาห์คืออธิษฐานพึมพำตลอดเวลาจนครบ 8 ปีพอดี เรามีลูก 3 คน ปัจจุบันลูกสาวคนโตอายุ 17 ปี ลูกสาวคนเล็กอายุ 14 ปี ทั้งสองคนเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ส่วนคนกลางเป็นชายอายุ 16 ปีอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
      ขณะที่ลูกสาวคนเล็กอายุได้เพียง 5 ขวบ ภรรยาผมซึ่งตอนนั้นอายุ 39 ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งที่เต้านม ช่วงนั้นเราอธิษฐานและอ่านพระคัมภีร์อย่างจริงจัง พยายามจะรู้ว่าพระเจ้าจะนำชีวิตเราไปสู่จุดไหน ภรรยาผมรักษาด้วยเคมีบำบัดอยู่ถึง 2 ปีซึ่งตอนนั้นวิธีนี้ยังใหม่อยู่มากและค่าใช้จ่ายสูงมาก สุดท้าย ในปี พ.ศ. 2541 เขาก็เสียชีวิต เวลานั้น ผมรู้สึกเหมือนหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ลูกทั้ง 3 คนก็ยังเด็กอยู่ คนเล็กเพิ่งจะ 5 ขวบ ผมไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร กำลังใจที่ใหญ่ที่สุดที่ผมได้รับในขณะนั้นคือจากพี่น้องในคริสตจักรเทียนสั่ง โดยเฉพาะจากคุณครูแหยม (ผป. แถมพร เลิศกุลวัฒน์) เธอเป็นครูสอนพระคัมภีร์ ทุกเช้าเธอจะโทรศัพท์มาปลุกให้ผมตื่นขึ้นเพื่ออธิษฐานกันไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ตอนนั้นผมยังอธิษฐานไม่เป็น แม้ผมจะสอนรวีฯ เด็กมานาน แต่ผมอธิษฐานไม่เป็น คุณครูแหยมเป็นผู้นำผมอธิษฐาน ผมจึงรู้ว่าเราควรจะคุยอะไรกับพระเจ้าและอธิษฐานได้นานๆ ถึงแม้ไม่มีอะไรจะพูดหรือไม่มีหัวข้ออธิษฐาน ก็อธิษฐานได้ ชีวิตที่เศร้าสลดหดหู่สุดๆ จากการสูญเสียภรรยาก็เริ่มฟื้น พระเจ้าฉุดผมขึ้นมาเพราะผมอธิษฐานและพึ่งพิงในพระคำของพระองค์อย่างแท้จริง ข้อพระคัมภีร์ที่ช่วยผมได้มากๆ คือยอห์น 20:29 ซึ่งกล่าวว่า พระเยซูตรัสกับเขาว่า
เพราะท่านเห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ? คนที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข 
     
      เป็นเวลาสองปีที่ผมยังต้องพกผ้าเช็ดหน้าสองผืนไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ ผมมักจะไปนั่งแถวหน้าๆ ฟังเทศน์ไปร้องไห้ไป ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยกู้ผมจากวันแห่งความโศกเศร้า ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกอายที่จะต้องหาภรรยาใหม่เพื่อมาดูแลลูก ผมกลัวจะถูกสาวปฏิเสธเนื่องจากผมอายุไม่น้อยแล้ว อย่างไรก็ดี ผมขอบคุณพระเจ้าที่ผมต้องทำงานเกี่ยวข้องกับหลายคริสตจักร และที่ที่ผมเป็นกรรมการอยู่แห่งหนึ่งก็คือ
คณะข่าวดี” (CEF) อยู่ที่ซอยอ่อนนุช ทำพันธกิจด้านอบรมครูสอนเด็ก ที่นั่นผมพบกับคุณกุศลินเป็นครั้งแรก และเราได้พัฒนาสัมพันธภาพจนเข้าพิธีสมรสในเวลา 3 เดือนต่อมา ชีวิตของผมก็ได้รับการเติมเต็มขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง คุณกุศลินเป็นกำลังใจให้ผมเป็นอย่างดีในการทำงานและการดูแลลูกทั้ง 3 คน

เป็นคริสเตียนที่ทำธุรกิจรถมือสองด้วย มีความลำบากใจหรืออุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง
?
      ธุรกิจทำเต๊นท์รถมือสองก็เช่นเดียวกับธุรกิจทุกประเภทที่ย่อมหวังผลกำไรให้มากที่สุดและขาดทุนน้อยที่สุด ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย เรามีความลำบากมากมายซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะด้านของธุรกิจนี้ เช่น อยากจะได้รถสักคันก็ต้องเฟ้นหาจากรถ 10 คัน ต้องตกลงกับคนถึง 10 คน บางทีก็เจอรถที่ใช้ทะเบียนปลอมจนดูไม่ออกว่าเป็นของปลอม ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยเข้าใจคือเรื่องระบบจัดเก็บภาษีรถใหม่ของรัฐบาลและเงื่อนตายต่างๆ ที่รัฐบาลวางไว้ ระบบภาษีรถใหม่ที่เคยจัดเก็บในอดีตคือ 720% พอมาถึงปี 1991 ลดเหลือ 270% ธุรกิจรถเก่าก็พังครืนทันที พ่อค้ารถเก่าบางคนถึงกับฆ่าตัวตาย และสุดท้ายเมื่อสองปีที่แล้ว ก็มีการลดภาษีลงอีกอย่างเงียบๆ ภายในชั่วคืนโดยไม่มีข่าวแพร่งพรายออกมาก่อน เหลือแค่ 200% และยังผูกเงื่อนตายอีก 2 เรื่องคือ Eco Car และการยกเลิกภาษีสรรพสามิตกับเหล้า บุหรี่ และรถยนต์ ทำให้รถกระบะและรถตู้ถูกลงอีกมาก รถเก่าก็กลายเป็นขยะไปทันที
      แต่ผมก็ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่ประทานแก่ผมมากมายหลายอย่างตั้งแต่อยู่ในอาชีพนี้ อย่างตอนที่ผมมีลูกคนแรก ผมตัดสินใจเซ้งร้านทิ้งและเลิกกิจการเพราะอยากจะให้เวลาดูแลลูก หลังจากนั้นแค่ 1 เดือนก็เกิดเหตุพฤษภาทมิฬและรัฐบาลเฉพาะกาลประกาศลดภาษีรถใหม่เหลือ 270% กิจการขายรถมือสองก็พังโดยทั่วถึงกัน แต่ผมก็รอดพ้นจากความเสียหายนั้นมาได้โดยหวุดหวิด ส่วนการย้ายมาอยู่ที่ถนนศรีนครินทร์ในปัจจุบันก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ในชีวิต เพื่อนของผมเป็นเจ้าของที่ดินผืนด้านหน้าซึ่งขายไม่ออกมานับ 10 ปี เพราะเขาห้ามสร้างตึกสูงในบริเวณนี้เนื่องจากอยู่ใกล้สวนหลวง ร. 9 ซึ่งถือเป็นเขตพระราชฐาน ผมเช่าเขาอยู่ 5 ปีแต่ไม่ยอมซื้อเพราะอยู่ใกล้สายไฟแรงสูง ในที่สุดเขาก็เลยขายให้ผมถูกๆ ส่วนที่ดินผืนด้านหลังเป็นที่ตาบอดก็ขายใครไม่ได้ เจ้าของเลยขายให้ผมอีก รวมเป็นสองผืนติดต่อกันประมาณ 3 ไร่
      ทุกเช้าก่อนเริ่มงานในแต่ละวัน ผมจะอธิษฐานที่หน้าต่างห้องนอนซึ่งเปิดออกไปเห็นท้องฟ้าโดยไม่มีอะไรบัง ผมจะอธิษฐานขอให้พระเจ้านำให้ผมพบลูกค้าดี และผมก็มีประสบการณ์มากมายที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐาน หลายครั้งพระองค์ทรงนำให้ผมรอดพ้นจากเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานอันเนื่องมาจากคนพาลอย่างเหลือเชื่อ ผมมีพนักงานทั้งหมด 12 คน มีแค่ 3 คนที่ไม่เป็นคริสเตียนแต่เขาก็อยู่กับผมนานมาก บางคนก็อยู่มาประมาณ 20 ปีแล้วและเป็นคนดีมาก ผมจะประทับใจและรู้สึกอายมากที่ถูกเขาทักท้วงในหลายๆ ครั้งที่เห็นเราทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ไม่ทราบว่าชื่อ
สามดาวหมายถึงอะไร ?
      “รถยนต์สามดาวมีที่มาจากการที่ผมมีลูกสามคน นอกจากนั้นผมทำการค้าอยู่บนกติกา 3 ข้อเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าคือ
1.รถไม่มีชนหนัก สภาพดี
2. รับประกันระบบขับเคลื่อน ซ่อมฟรี 3 เดือน
3. รับซื้อคืนลดราคาไม่เกิน 15 % ในเวลา 6 เดือน

ที่
รถยนต์สามดาวนี้มีอาคารคริสตจักรด้วย คุณสรวงมีภาระใจด้านนี้อย่างไร ?
      ผมได้สร้างอาคารคริสตจักรขนาดเล็กไว้ตั้งแต่ครั้งที่ยังเช่าที่ดินด้านหน้าบนถนนศรีนครินทร์ ต่อมาเมื่อผมซื้อที่ผืนด้านหลังเพิ่ม ได้ปลูกอาคารนมัสการใหม่และใช้ชื่อว่า
คริสตจักรสวนหลวงตอนนี้มีคนมานมัสการประมาณ 20 คน เป็นพนักงานคริสเตียนของอู่สามดาวส่วนหนึ่งและสมาชิกทั่วไปอีกส่วนหนึ่ง เมื่อมาถึงจุดนี้ที่ผมรับใช้ทั้งคริสตจักรสวนหลวงและคริสตจักรอุดมการณ์ที่ถนนจันทน์ด้วย ผมมองย้อนกลับไปเห็นภาพตนเองตอนที่ยังอธิษฐานไม่เป็น ไม่ยอมไปเรียนพระคริสตธรรมตามที่อาจารย์ประสกขอร้อง ผมรู้สึกว่าตนเองใช้ไม่ได้เลยในตอนนั้น ภาพเหล่านั้นมันย้อนกลับมาหาผมทั้งหมด

คุณสรวงเป็นผู้สนับสนุนงานของหน่วยงานคริสเตียนหลายหน่วยงาน อะไรทำให้คุณสรวงเต็มใจเช่นนั้น
?
      การสูญเสียภรรยาคนแรกของผมในปี พ ศ. 2541 ทำให้ผมรู้สึกว่าเสียส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว มันทำให้ผมตระหนักว่าชีวิตมันไม่แน่นอนและความสุขที่แท้จริงของชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะ ตั้งแต่นั้นมา ผมรู้ว่าผมเป็นเพียงแค่ผู้จัดการหรือผู้ดูแลทรัพย์สินและธุรกิจที่ทำอยู่ แท้จริงผู้ที่เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชีวิตด้วยคือองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเราคิดว่าเราเป็นเจ้าของ เราจะเสียใจมากเมื่อโดนโกง และเราจะดีใจเวลาเราได้กำไรมาก สามารถหักเหลี่ยมชิงไหวพริบเบียดเขามา ซึ่งผมจะมีอาการแบบนั้นบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดี ถ้าเราทำทุกอย่างให้อยู่ในขั้นตอนที่ถูกต้อง พระเจ้าจะอวยพรเราและเราจะไม่เสียใจเลยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
      นอกจากนั้น ผมรู้ว่ามีหน้าที่จะต้องออมเงินของพระเจ้าไว้เพื่อรับใช้พันธกิจของพระองค์ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำมานานมากคือสร้างคริสตจักร ผมมีความคิดว่าคริสเตียนได้เปรียบคนที่ไม่รู้จักพระเจ้าถึงสามเท่า สมมุติว่าผมถวายทรัพย์ไป 1 เหรียญ เหรียญนั้นก็ได้ใช้ในงานพระเจ้าถึงสามด้าน
หนึ่งคือผมได้ถวายเพื่อกิจการของพระเจ้าในโลกในมูลค่าเต็ม 1 เหรียญ
สองคือผมได้สะสมเหรียญนี้ไว้บนสวรรค์
และสามซึ่งสำคัญที่สุดคือผมได้ถวายเกียรติกับพระเจ้า

ขอคำหนุนใจให้แก่ผู้อ่าน
      สดุดีบทที่ 22 ข้อ 27-28
ที่สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกจะจดจำและหันกลับมายังพระเจ้า และตระกูลทั้งสิ้นของบรรดาประชาชาติจะนมัสการต่อพระพักตร์พระองค์ เพราะอำนาจการปกครองเป็นของพระเจ้า และพระองค์ทรงครอบครองเหนือบรรดาประชาชาติ  ข้อ 30-31จะมีพงศ์พันธุ์หนึ่งปรนนิบัติพระองค์ มนุษย์จะบอกเล่าถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าให้แก่คนรุ่นหลังฟัง และประกาศการช่วยกู้ของพระองค์แก่ชนชาติหนึ่งที่ยังมิได้เกิดมาว่าพระองค์ได้ทรงกระทำการนั้น
      แม่ผมเคยเล่าให้ฟังเรื่องยายกับทวดเป็นคริสเตียนอยู่ที่เมืองจีน และแม่เป็นคริสเตียนมาอยู่เมืองไทย ผมขอบคุณพระเจ้าที่ครอบครัวของเราเป็นพงศ์พันธุ์หนึ่งที่ปรนนิบัติรับใช้พระองค์และให้ผมเป็นผู้รับช่วงต่อจากแม่ในเมืองไทย นอกจากพี่น้องของผมแล้ว ผมยังได้เจอญาติทางแม่อีกคนหนึ่งที่มาจากเมืองจีนเหมือนกัน เมื่อก่อนเขาไม่เชื่อพระเจ้าเลย เขาขี่ซาเล้งเก็บของขาย ได้เงินก็กินเหล้าหมด เมื่อผมเจอเขาและเป็นพยานเรื่องพระเจ้ากับเขา เดี๋ยวนี้เขาก็เชื่อพระเจ้าแล้วและมานมัสการที่คริสตจักรเทียนสั่งทุกวันนี้
      พระคัมภีร์สดุดีตอนนี้ทำให้ผมรู้ด้วยว่า ในที่สุดแล้วคนทั้งหมดจะรู้จักพระเจ้า และถึงจะไม่รู้จักหรือปฏิเสธพระเจ้า ท้ายที่สุดทุกคนก็จะต้องเจอสภาพเดียวกันหมดคือพระเจ้าจะปกครองทั้งหมด แม้คนที่ตายไปแล้วก็จะได้เห็นภาพนั้น คนที่อยู่ในนรกหรือสวรรค์ก็จะเห็นภาพนั้น เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราต้องรีบรับใช้พระเจ้า ถ้าผัดวันประกันพรุ่งก็อาจจะสายเกินไปที่จะทำเพื่อพระองค์
 

<ก่อนหน้า   ต่อไป>

319/52-55 Viphawadi Rangsit Rd., Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400, Tel.02-279-8341-4 Fax.02-616-0517 E-mail : tbs@thaibible.or.th