เมนูหลัก
หน้าหลัก
สารจากเลขาธิการ
เกี่ยวกับสมาคมฯ
คริสตสายสัมพันธ์
คำพยานหนุนใจ
บทความพิเศษ
ท่านถาม-ฝ่ายแปลตอบ
เมนูพระคัมภีร์
โลกพระคัมภีร์
สินค้าสมาคมฯ
ประชาสัมพันธ์
ภาพกิจกรรมต่าง ๆ
ค้นหาข้อมูล
ติดต่อสมาคมฯ
thaibible.net
CrossWire Thai V 1.5
พระคัมภีร์เมี่ยน/Mien Bibles
เกี่ยวกับโปรแกรม The Word
คำนิยม THSV
สัปดาห์ระลึกพระคัมภีร์
ร่วมงานกับสมาคมฯ

images/stories/tbslogo-ebooks2.png

เว็บเพื่อนบ้าน
คริสตจักรต่าง ๆ
เว็บคริสเตียนทั่วไป
องค์กรและหน่วยงานคริสเตียน

 







ด้วยมือเดียวกับพลังอธิษฐาน
เขียนโดย คุณเบญจวรรณ เพิ่มพูน   

คุณเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหม ? เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด เครียดจนทนไม่ไหว มืดมิดจนมองอะไรไม่เห็น อ่อนล้าจนยกมือไม่ขึ้น หมดแรงจนก้าวต่อไปไม่ได้

คุณเบญจวรรณ เพิ่มพูน หญิงไทยใจแกร่งที่เกิดมาด้วยมือที่สมบูรณ์เพียงข้างเดียว เผชิญกับมรสุมชีวิตหลายครั้งตั้งแต่วัยเด็ก จนวันหนึ่ง เธอได้มีโอกาสอ่านพระคัมภีร์ที่เพื่อนนำเข้ามาในบ้านแต่ไม่เคยถูกเปิดอ่าน เธอพบว่าหนังสือแห่งชีวิตเล่มนี้ทำให้เธอหายเหนื่อยและได้พบความหมายที่แท้จริงของชีวิต อันนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับเธอ เรื่องของเธอหนุนใจเราว่า หากมีมือที่นำพระคัมภีร์ออกไป ก็จะมีอีกมือหนึ่งที่ได้เปิดอ่าน และจะมีอีกหลายชีวิตที่มาถึงจุดเปลี่ยนโดยการทรงนำของพระเจ้า และนั่นคือที่มาของคำพยานในคริสตสายสัมพันธ์ฉบับนี้
       สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอขอบพระคุณคุณเบญจวรรณ เพิ่มพูน ที่อนุญาตให้เผยแพร่ชีวิตของเธอ และคุณจิราภรณ์ กล้าศึก เพื่อนผู้มีส่วนนำความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่มาสู่คุณเบญจวรรณ และได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคุณเบญจวรรณในการติดต่อสื่อสารกับสมาคมฯ และส่งคำพยานจากเมืองซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ครอบครัวของ
หมอมี แห่งปราณบุรี
      
ดิฉันชื่อเบญจวรรณ เพิ่มพูน ปัจจุบันอายุ 53 ปี บ้านเกิดอยู่ที่ อ. ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์ ดิฉันเป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 12 คน คุณพ่อชื่อหมอมานิต เพิ่มพูน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า หมอมี คุณแม่ชื่อบุญสม เพิ่มพูน คุณพ่อเป็นหมอประจำอำเภอซึ่งในสมัยนั้นท่านเป็นหมอเพียงคนเดียว และท่านยังเปิดร้านขายยาพร้อมกับคลินิกรักษาคนไข้ด้วย คุณพ่อจึงเป็นที่รักและนับถือมากสำหรับคนอำเภอปราณบุรี ส่งผลให้ลูกๆ ทุกคนเป็นที่รู้จักและได้รับการต้อนรับไม่ว่าจะไปที่ไหนในอำเภอ บ้านของเรามีคนเข้าออกจำนวนมากเป็นประจำ มีทั้งชาวกะเหรี่ยง ชาวเขา ซึ่งนำอาหารที่ทำจากสัตว์ป่าหรือแม้กระทั่งสัตว์ป่าเป็นๆ เช่น เสือ เม่น หมี จระเข้ ไก่ป่า นก หรือแม้กระทั่งงู มาขอแลกกับยาและอาหารแห้งจากคุณพ่อ ทำให้บ้านของเราเป็นเหมือนสวนสัตว์ขนาดย่อมๆ
       ครอบครัวของเราเป็นพุทธศาสนิกชนมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เราเป็นบ้านที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มาก คนรับใช้จะต้องหุงข้าวหม้อใหญ่ๆ และทำกับข้าวอย่างเต็มที่ไว้เลี้ยงคนที่มาพบคุณพ่อทุกวัน
พ่อแม่ส่งพี่สาว 2 คน และพี่ชายไปเรียนโรงเรียนประจำที่กรุงเทพฯ ส่วนพี่สาวคนโตเรียนการเรือน ตัวดิฉันเองเรียนอยู่ที่ปราณบุรีและอยู่บ้านกับพ่อแม่และน้องๆ อีก 5 คนที่ยังเล็กมาก ตั้งแต่กำเนิด ดิฉันมีมือข้างซ้ายสมบูรณ์เพียงข้างเดียว ส่วนมือน้อยข้างขวามีเพียงตุ่มนิ้ว 5 นิ้ว จึงมักถูกล้อเลียนทั้งจากเด็กด้วยกันและจากผู้ใหญ่ใจร้าย บางครั้งจะมีคนแกล้งบอกว่า ลองใช้มือข้างนั้นหยิบแบงค์ร้อยซิ แล้วจะให้เงินนั้นถ้าหยิบได้ มือน้อยข้างขวานั้นมีเพียงตุ่มนิ้วแต่ก็มีความรู้สึกและกระดิกได้ ทำให้ดิฉันหยิบแบงค์ร้อยนั้นได้ แต่ผู้ใหญ่กลับโกงไม่ยอมให้เงินตามที่พูด
       ชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ความอยู่ดีมีสุขในครอบครัวของเราดูเหมือนจะมีเพียงแค่อึดใจเดียวจริงๆ วันหนึ่ง ชื่อเสียง หน้าตา และเกียรติยศของคุณพ่อก็นำท่านให้หลงไปกับสิ่งยั่วยวนทางสังคมโลก จนทำให้ครอบครัวแตกแยก ขาดความสงบในบ้าน เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องแยกทางกัน ฐานะเราก็ไม่เหมือนเดิม คุณแม่ต้องออกไปขายของในตลาดเพื่อเลี้ยงลูกและรับภาระส่งพี่ๆ เรียน ตัวดิฉันเองอายุเพียง 10 ขวบจำเป็นต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบประถมฯ 4 มีมือที่สมบูรณ์เพียงมือเดียวก็ยังสามารถช่วยงานคุณแม่ได้ทุกอย่าง คือเลี้ยงน้อง 5 คน และเลี้ยงหลานอีก 2 คนรวมทั้งหมด 7 คน และยั
ไปรับไปส่งคุณแม่ที่ตลาดทุกวันด้วย หากจะถามว่าช่วงนั้นรู้สึกอย่างไร ก็ต้องบอกว่าเหนื่อยมาก

อัพ อัพ แอนด์ อะเวย์ ทู ยู. เอส. เอ.
      
เมื่อดิฉันอายุ 17 ปี พี่สาวคนหนึ่งซึ่งเป็นพยาบาลได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและมีครอบครัวอยู่ที่เมืองเซอริโตส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาได้ติดต่อรับดิฉันไปอยู่ด้วย ชีวิตในอเมริกาสอนให้ดิฉันรู้จักต่อสู้กับความโดดเดี่ยวและกับสังคมที่อยู่รอบตัวซึ่งแตกต่างจากวิถีชีวิตในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง ภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่ยากมากสำหรับดิฉันในขณะนั้น แต่ความทุกข์ใจก็เป็นพลังให้เราเอาชนะมันให้ได้ ดิฉันไปเรียนเทียบเกรด
ระดับไฮสกูล (ระดับมัธยม) และต้องใช้ความพยายามและความตั้งใจสูงมาก เช่นทำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเองจาก A ถึง Z เริ่มจากคำที่พบเห็นบ่อยๆ คำที่ไม่รู้จัก และคำที่อยากรู้ จนสามารถนำมาใช้สื่อสารกับฝรั่งให้เขาเข้าใจเราได้ ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยสำหรับเด็กสาวอายุ 17 ปีที่ไม่มีพื้นฐานการศึกษาทางภาษาอังกฤษมาก่อน และในที่สุด ดิฉันก็สามารถสอบเทียบระดับไฮสกูลได้สำเร็จตามความตั้งใจ
       ชีวิตในอเมริกาเมื่อ 30 กว่าปีก่อนนั้น เราพบคนไทยน้อยมากและสภาพความเป็นอยู่และอาหารการกินก็ไม่สะดวกสบายอย่างปัจจุบัน ไม่ต้องคิดที่จะถามหาน้ำปลา พริกขี้หนู ผักสดต่างๆ ซึ่งแทบไม่มีโอกาสพบเห็น จะมีก็แต่ของแห้งๆ ที่มาจากเมืองไทยเท่านั้น แต่ก็แพงมาก นอกจากนั้น คนที่อยู่ในอเมริกาจะรู้ว่าไม่มีรถส่วนตัวก็เหมือนไม่มีขา และถ้าคิดจะอาศัยรถประจำทาง ก็ต้องรอเวลา เพราะรถประจำทางในประเทศนี้วิ่งเป็นเวลาและตรงต่อเวลามาก หากพลาดก็ต้องรอคันต่อไปตามตารางเวลาของเขา เมืองที่พี่สาวของดิฉันอยู่นี้ บ้านเรือนจะอยู่ไกลจากถนนที่มีรถประจำทางวิ่ง แรกๆ พี่สาวและพี่เขยจึงต้องผลัดกันขับรถไปส่งดิฉันไปโรงเรียน ต่อมาดิฉันก็ขี่จักรยานไปโรงเรียนทุกวันในระยะทางประมาณ 5 ไมล์ (8 ก.ม.) ขณะเดียวกัน ดิฉันมีความคิดว่าเราน่าจะทำงานหาเงินเองบ้าง ก็ใช้วิธีเขียนข้อความ
รับทำความสะอาดบ้านและรับเลี้ยงเด็ก ไปติดตามเสาต่างๆ หรือที่ไหนก็ตามที่มองดูแล้วพอจะติดได้ คือคิดแบบเด็กๆ แต่ก็ได้ผลคือบ้านหลายหลังให้งานทำ จนมีเงินเก็บพอที่จะซื้อรถจักยานยนต์ได้
       หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่เมืองไทยประมาณ 4 ปี แล้วเดินทางไปอเมริกาอีกครั้งพร้อมกับแม่และน้องอีก 2 คน โดยอยู่ที่เมืองลองบีช ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และมีน้องอีก 2 คนซึ่งเดินทางมาก่อนหน้านี้ ได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย นี่ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ลืมไม่ลงจริงๆ เพราะต้องเป็นเสาหลักให้กับ 6 ชีวิตที่ย้ายมาอยู่ประเทศใหม่และไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างในอเมริกา แม้จะมีความอลวนในบ้าน แต่ก็อบอุ่น เราอยู่กันอย่างแนบแน่น ดิฉันดูแลเรื่องอาหารการกินในบ้าน และออกไปทำงานที่ร้าน
Jack In The Box (ร้านอาหารแบบฟาสต์ฟู้ด) เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ ภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยดี ถูกเพื่อนร่วมงานแกล้งบ้าง แต่ดิฉันก็เรียนรู้ไว ใช้ความพยายามและอดทน เพราะหลายชีวิตขึ้นอยู่กับเรา

ดอกรักบานพร้อมกับงานที่รุ่งโรจน์
      
เมื่ออายุ 28 ปี ดิฉันสมรสกับคุณกฤษดา ขำเพชร นักเรียนนายร้อย จปร. ซึ่งมาเรียนต่อด้านบริหารที่อเมริกาและเข้าทำงานเป็นนายทหารนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา เรามีลูกด้วยกัน 2 คน ลูกสาวคนโตชื่อลูกปลา ปัจจุบันอายุ 25 ปี สมรสแล้ว ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อลูกเป้ง อายุ 22 ปี
       หลังจากแต่งงานแล้ว ดิฉันได้เรียนต่อทางด้านโภชนาการที่พาโลม่าคอลเลจ (
Paloma College) จนสำเร็จการศึกษาและเข้าทำงานในฝ่ายโภชนาการดูแลอาหารของคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ทำงานอยู่ประมาณ 3 ปี จึงได้ย้ายครอบครัวมาอยู่เมืองซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานของสามี และในปี 1986 ได้เปิดร้านอาหารไทยชื่อ สยาม เป็นของตนเอง ในสมัยนั้นเมืองนี้มีร้านอาหารไทยเพียง 2 ร้าน ร้าน สยาม ของเราเปิดเป็นร้านที่ 3 และมีชื่อเสียงมาก เป็นที่รู้จักของนักเรียนไทยในยุคนั้นรวมทั้งคนลาวด้วย ร้านของเรามีดนตรี มีเต้นรำ เรียกว่าเป็นทั้งร้านอาหารและแหล่งบันเทิง เปิดทั้งกลางวันและกลางคืน และมีนักเรียนไทยจำนวนมากมาทำงานเสริฟอาหาร คนแน่นมากทุกคืนขนาดล้นออกไปถึงถนนข้างนอก พวกเขาขอเพียงแค่มายืนหน้าร้าน
สยามก็พอใจแล้ว อะไรทำนองนั้น ดิฉันทำเงินได้มากจากร้านอาหารนี้ มีเงินซื้อบ้านและสามารถจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องคำนึงถึงราคา อีก 7 ปีต่อมา คือในปี 1993 เราก็เปิดร้าน สยาม อีกร้านหนึ่งบริเวณพ้อยท์ โลม่า (Point Loma) ชีวิตช่วงนั้นมันเพลิดเพลินและสนุก และไม่ทราบมีกำลังเรี่ยวแรงมาจากไหนในการบริหารกิจการถึงสองร้านและดูแลครอบครัวด้วย

เมื่อดอกรักโรย
      
ชีวิตครอบครัวเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากๆ หลายเหตุการณ์ที่เราไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นได้ และเกิดเร็วจนเกินความสามารถที่เราจะควบคุมได้จริงๆ ชีวิตครอบครัวของเราเคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น สามีเป็นคนดีและรักครอบครัว แต่ชีวิตคู่ของเราก็ต้องจบลงด้วยการหย่าร้างซึ่งเป็นความกดดันมาก ดิฉันต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกซึ่งอยู่กับดิฉันทั้ง 2 คน ทั้งคู่เกิดและเติบโตในอเมริกา ชีวิตและรูปแบบความคิดของเขาก็จะเป็นแบบคนอ0เมริกัน คือมีอิสระในการแสดงออก บางครั้งมีอิสระมากจนกระทบหัวใจเราที่เป็นแม่ แต่ดิฉันก็เอาชนะใจลูกได้ด้วยการนิ่งและทำหน้าที่ของแม่อย่างครบถ้วน ใกล้ชิดลูกตลอดเวลา ในขณะที่ต้องบริหารร้านอาหารทั้งสองร้านตั้งแต่ซื้อของเข้าร้าน ดูแลคนงาน จนถึงเรื่องการเงิน ช่วงนั้นร้านอาหารไทยก็เกิดขึ้นไวมาก มีถึง 70 กว่าร้าน ลูกค้าจึงถูกกระจายออกไป ธุระกิจร้านอาหารเริ่มไม่ค่อยดี ด้วยความเหนื่อยกับคลื่นลูกใหญ่ๆ ติดๆ กันที่ถาโถมเข้ามา ดิฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและเครียด และเริ่มถอดใจกับงานร้านอาหาร ในขณะที่ลูกไม่รู้เรื่องอะไรกันเลย ทุกอย่างที่ลูกต้องการ ดิฉันก็จะกัดฟันหาให้ลูกทันที เพียงขอให้ได้เห็นรอยยิ้มของลูกก็ชื่นใจแล้ว

มิตรแท้ในยามยาก
      
ในขณะที่ใกล้จะขายกิจการร้านอาหารนั้น ดิฉันได้รู้จักกับ
คุณจิราภรณ์ กล้าศึก ซึ่งมีคนแนะนำให้เข้ามาช่วยงานที่ร้านและเธอก็ทำทุกอย่างตั้งแต่งานในครัวจนถึงหน้าร้าน เมื่อมีเวลา เราได้มีโอกาสคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดกันในหลายๆ เรื่อง เธอจบการศึกษาสาขารัฐศาสตร์จากเมืองไทยและอายุน้อยกว่าดิฉันประมาณ 4 5 ปี แต่ชีวิตของเราต่างก็เจอะเจออะไรมามากมาย มีทั้งทุกข์และสุข เราจึงสามารถให้กำลังใจกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกัน ครอบครัวของเราทั้งในเมืองไทยและในอเมริกาต่างก็รู้จักและใกล้ชิดสนิทสนมช่วยเหลือกันอย่างดี
       หลังจากที่ขายร้านอาหารไทยไปแล้ว ดิฉัน คุณจิราภรณ์ และเพื่อนชาวฟิลิปปินชื่อแดเนียลและเพื่อนชาวโดมินิกันชื่อโทนี่ รวม 4 คน ได้ร่วมกันลงทุนเปิดบริษัทขายบัตรโทรศัพท์ แต่โทนี่ได้ยักยอกเงินลงทุนและเครื่องทำบัตรโทรศัพท์หายตัวไป เรา 3 คนที่เหลือไม่สามารถเปิดกิจการได้ทั้งที่ได้ทำสัญญาเช่าห้อง ซื้ออุปกรณ์ จัดตกแต่งบริษัทไว้หมดเรียบร้อย ในขณะที่เรา 3 คนเกือบอยู่ในสภาพหมดตัว เราก็กลายเป็นพี่น้องกันที่ช่วยเหลือกันในยามยาก และยังรักกัน เป็นพี่น้องกันจนถึงทุกวันนี้ และนี่ก็คงไม่ใช่ความบังเอิญอีกเพราะแดเนียลน้องชายต่างชาติคนนี้ เป็นคริสเตียนที่เชื่อวางใจในพระเจ้าอย่างเข้มแข็งโดยที่ตอนนั้นดิฉันและคุณจิราภรณ์ยังไม่เคยได้ยินเรื่องพระเจ้าเลย เมื่อเรามองย้อนกลับไปในเวลานั้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นยืนยันกับเราว่าพระเจ้าทรงมีแผนการอันดีต่อชีวิตเราและทุกสิ่งที่มาถึงเราก็เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

ครูสอนภาษาไทย
      
คุณจิราภรณ์ตั้งใจตั้งแต่ออกจากเมืองไทยครั้งแรกว่าจะมาสอนภาษาไทยให้กับลูกหลานคนไทยที่เติบโตในอเมริกา รวมทั้งคนอเมริกันให้ได้รู้จักภาษาไทยและขนบธรรมเนียมประเพณีไทย เธอตั้งใจมากขนาดเตรียมการสอนมาจากเมืองไทยทั้งที่ไม่รู้จักอเมริกามาก่อนว่ามีสภาพบ้านเมืองเป็นอย่างไร แล้วโอกาสก็เปิดออก เมื่อเธอเห็นประกาศรายชื่อโรงเรียนภาษาไทยยาวเหยียดในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทั้งที่เธอไม่ได้เป็นคริสตชน เธอตัดสินใจเลือกชื่อสุดท้ายคือ
คริสตจักรร่วมใจ ในเมืองซานดิเอโก้นั่นเอง แต่ปรากฏว่าที่นั่นยังไม่มีโรงเรียน ไม่มีนักเรียน ไม่มีแผนการสอนอะไรเลย เพียงแต่ผู้นำคริสตจักรต้องการเปิดโรงเรียนสอนภาษาไทย ดังนั้น การเข้าไปสอนภาษาไทยในคริสตจักรร่วมใจนั้น คุณจิราภรณ์ต้องดำเนินการเองหมดทุกอย่างตั้งแต่วางแผนการสอน จัดระบบ และจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเปิดตัวสู่ชุมชนและสังคม จนถึงการเปิดโรงเรียนซึ่งสอนเฉพาะวันอาทิตย์ และที่สำคัญที่สุด ก่อนทำการสอน เธอจะต้องจัดให้มีการร้องเพลงชาติไทย และอธิษฐานขอพรจากพระเจ้า นอกจากนั้น ในวันสำคัญของคริสเตียน เช่น วันอีสเตอร์ คุณจิราภรณ์จะต้องเชิญผู้นำของคริสตจักรมาร่วมกิจกรรมเพื่อบอกกล่าวให้นักเรียนภาษาไทยได้ทราบถึงความหมายและความสำคัญของวันนั้น ในระยะแรก มีนักเรียนประมาณ 20 กว่าคน บางครั้งก็มีถึง 30 คน มีทั้งเด็กจนถึงผู้ใหญ่อายุ 40 กว่า สร้างสีสันและความคึกคักให้กับคริสตจักรเล็กๆ แห่งนั้น
       ในช่วง 3 สัปดาห์ระหว่างเตรียมการเพื่อจะเปิดโรงเรียนภาษาไทยให้ทันวันที่ 6 พฤษภาคม 2001 นั้น คุณจิราภรณ์ต้องเข้าไปที่คริสตจักรร่วมใจทุกวันเพื่อดูแลงานตกแต่งห้องเรียนให้มีบรรยากาศของห้องเรียนภาษาไทยที่สมบูรณ์ที่สุด ระหว่างนั้น คุณจิราภรณ์ก็สังเกตเห็นว่าในวันพุธตอน 5 โมงเย็นจะมีคนมานั่งจับกลุ่มสนทนากันประมาณ 3 - 4 คน แล้วเธอก็ได้ทราบจากผู้นำของคริสตจักรว่าที่นั่นเป็นโบสถ์คริสต์ ทุกวันพุธจึงมีการเรียนพระคัมภีร์และวันอาทิตย์มีการประชุมนมัสการพระเจ้า มีการเทศนาโดยการอ้างอิงถึงพระคัมภีร์ คุณจิราภรณ์จึงคิดว่าตนควรจะเข้าไปเรียนรู้อะไรๆ ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความเคารพสถานที่และเพื่อให้นักเรียนภาษาไทยได้รู้จักเคารพสถานที่แห่งนั้นด้วย เธอจึงไปเข้าร่วมศึกษาพระคัมภีร์ในวันพุธ เพื่อดูว่าเขาเรียนอะไร
? อย่างไร? ทำไม? เพื่อใคร?
       การได้เข้าร่วมกลุ่มวันพุธใน 2 ครั้งแรก คุณจิราภรณ์ได้ฟังเขาสนทนากันเกี่ยวกับคำสอนในพระคัมภีร์ และได้ยินคำว่า
พระเจ้ารักมนุษย์ เมื่อถึงวันพุธที่ 3 คุณจิราภรณ์จำได้ว่าตรงกับวันที่ 18 เมษายน 2001 เขาสนทนาข้อพระธรรมมัทธิวบทที่ 11 ข้อ 28 ที่กล่าวว่า บรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายได้หยุดพัก
มันทำให้เธอจำได้ว่าเคยได้ยินเรื่องนี้จากนักศึกษาต่างคณะขณะเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยในเมืองไทย ซึ่งทำให้เธอสนใจอยากไปร่วมกลุ่มของเขามากๆ ในตอนนั้น แต่ถูกทางบ้านห้ามไว้เพราะกลัวถูกหลอก แต่ก็แปลกที่ความคิดและความรู้สึกนั้นยังฝังตัวอยู่ในใจมานาน โดยที่เธอคิดว่าตนเองลืมไปแล้ว มาถึงวันนี้ที่ได้มาเตรียมการจัดตั้งโรงเรียนภาษาไทยที่คริสตจักรร่วมใจในเมืองซานดิเอโก้นี้ คุณจิราภรณ์คิดว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เสียงของอาจารย์คลิฟฟอร์ด ผู้นำกลุ่มเรียนพระคัมภีร์ก็ดังขึ้นและหันมาถามว่า คุณจิ จะยอมรับพระเจ้าให้นำชีวิตของคุณไหม ?” เธอก็ตอบรับทันที และรู้สึกมีความสุขมากๆ ที่ได้ตอบเช่นนั้น

หนังสือนิยายที่ไม่ใช่นิยาย
      
ตั้งแต่วันพุธแรกที่ได้ไปฟังกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์เขาสนทนากัน คุณจิราภรณ์ได้นำพระคัมภีร์เล่มหนึ่งกลับมาบ้าน แต่เธอไม่ได้อ่านมันเลยเพราะไม่มีเวลา พระคัมภีร์นั้นจึงถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ผู้ที่หยิบไปอ่านกลับกลายเป็นดิฉัน (เบญจวรรณ) โดยที่วันแรกก็ยังไม่รู้ว่าเป็นหนังสืออะไร และเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ดิฉันรู้สึกว่ามันเหมือนหนังสือนิยาย แต่ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน จะทำอะไร ดิฉันก็จะถือ
หนังสือนิยาย เล่มนี้ติดตัวไปด้วย ดิฉันอ่านต่อไปเรื่อยๆ อยู่ประมาณ 4 สัปดาห์ ขณะอ่านไปก็หันไปมองรูปเคารพที่ตั้งวางเรียงกันไว้มากมายรวมทั้งที่สวมอยู่ที่คอด้วย อ่านไป คิดไป ตั้งแต่เรื่องพระเจ้าทรงสร้างโลกในพระธรรมปฐมกาลไปจนถึงมัทธิว อ่านแล้วก็อ่านอีกเพื่อทำความเข้าใจ ข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่อ่านแล้ว ความอบอุ่นมันพลุ่งขึ้นมาในใจอย่างไม่รู้สาเหตุคือ อย่ากลัวเลยเพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาดเพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะหนุนกำลังเจ้า เออเราจะช่วยเจ้า เออ เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันมีชัยของเรา (อิสยาห์ 41:10)
      
จนวันอาทิตย์หนึ่ง ดิฉันได้ขอตามคุณจิราภรณ์ไปที่คริสตจักรร่วมใจด้วยโดยที่ทั้งคุณจิราภรณ์และดิฉันก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นวันอีสเตอร์พอดี (วันระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู) ตัวคุณจิราภรณ์เองก็ทั้งงงและแปลกใจที่ดิฉันขอไปคริสตจักรด้วยเพราะเธอยังไม่ได้เล่าอะไรให้ดิฉันฟังเกี่ยวกับพระเจ้าและก็ไม่เคยชวนไปคริสตจักรด้วย
       หลังจากนั้น ในวันพฤหัสบดีถัดมานั้นเอง ดิฉันบอกกับตัวเองว่า
ไม่เอาแล้วพระอื่น ดิฉันตัดสินใจยกรูปเคารพต่างๆ จำนวนมากมายและที่สวมอยู่ที่คอ นำออกจากบ้านทันที และมอบทั้งชีวิตให้พระเจ้าทรงนำ นั่นหมายความว่าดิฉันได้ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าด้วยตัวดิฉันเองตั้งแต่วันอาทิตย์แรกที่ได้ไปคริสตจักร และนับตั้งแต่นั้นมาดิฉันก็ไปร่วมประชุมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรร่วมใจทุกวันอาทิตย์ และได้เข้าไปช่วยงานในโรงเรียนภาษาไทยซึ่งขยายงานอย่างรวดเร็วเพราะมีนักเรียนมากจนมี 2 ระดับ คือระดับที่ 1 สอนอ่านพยัญชนะ ระดับที่ 2 สอนผสมคำ เขียน และอ่าน ขณะเดียวกัน เราทั้งสองคนก็เข้าไปช่วยงานของคริสตจักรทุกอย่างที่เราสามารถทำได้
ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรือเบาจนถึงทุกวันนี้
      
อีก 1 เดือนถัดมาตรงกับวันที่ 3 มิถุนายน 2001 ดิฉันและคุณจิราภรณ์ก็ประกาศตนเป็นคริสตชนอย่างเป็นทางการโดยเข้าพิธีรับบัพติศมาที่คริสตจักรร่วมใจ

พลังแห่งคำอธิษฐาน
      
เมื่อดิฉันได้ตัดสินใจต้อนรับพระเจ้าและมอบชีวิตให้อยู่ในการทรงนำของพระองค์แล้ว ดิฉันได้เฝ้าอธิษฐานขอพระเจ้านำให้ลูก 2 คนได้มารู้จักพระองค์ด้วย ดิฉันขอเวลาจากลูกวันละ 5 นาทีเพื่ออธิษฐานกับพระเจ้าร่วมกันในบ้าน แต่เขาทำอยู่ได้เพียง 3 วัน ทั้งสองคนต่างก็ขำและคิดว่าแม่เป็นอะไรไปแล้ว มันเป็นเรื่องตลกสำหรับเด็กอายุ 18 และ 16 ปี ดิฉันจึงคืนเวลา 5 นาทีสำคัญนั้นให้ลูกไป แต่ตนเองก็ไม่เคยอ่อนล้าในการอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงมีเมตตาต่อลูก ดิฉันจะอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหารร่วมกัน ลูกๆ ก็จะได้ยินคำขอบคุณพระเจ้าที่เรามีกินกันอย่างอุดมสมบูรณ์ทุกมื้อ ก่อนนอน ดิฉันก็จะอธิษฐานขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่ได้รับในแต่ละวัน และลูกๆ จะได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระเจ้าจากแม่เสมอ และเห็นดิฉันไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ไม่เคยขาด
       ดิฉันอธิษฐานอยู่ประมาณ 2 ปีกว่าอย่างไม่ย่อท้อ ไม่อ่อนล้า ไม่ยอมแพ้ แต่มุ่งมั่นด้วยความเชื่อในพลังของการอธิษฐาน เชื่อว่าพระเจ้ามีหนทางและมีเวลาของพระองค์ที่จะทรงเปิดทางให้ลูกๆ ของเราเข้ามาหาพระองค์
       ลูกปลา ลูกสาวคนโตเป็นเด็กอารมณ์ร้อน ค่อนข้างจะเอาแต่ใจตัวเอง และดื้อมากเหมือนกัน แต่ก็มีจิตใจโอบอ้อมอารี แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อลูกปลาเข้ามาหาและพูดว่า
แม่ ทำไมช่วงนี้คนรอบข้างลูกปลาจึงเป็นคริสเตียนกันหมด และอันโตนิโอชวนลูกปลาไปโบสถ์ด้วย ดิฉันตื่นเต้นมากที่ได้ยินเช่นนั้น อันโตนิโอคือเพื่อนชายของเธอในขณะนั้น ดิฉันตอบลูกทันทีว่าไปซิลูก ไปรู้จักพระเจ้า ต่อมาอีก 1 เดือน เธอก็ยอมต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นเจ้าของชีวิตของเธอ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงตอบคำอธิษฐานของดิฉันและประทานหนทางที่เหมาะกับแต่ละคน ชีวิตของลูกปลาได้รับพระพรมาก วันที่ลูกสาวแต่งงานในโบสถ์ เป็นภาพที่สวยงามมากสำหรับดิฉัน ปัจจุบัน ดิฉันเป็นคุณยายของหลานพลอยอายุ 2 ขวบกว่า น้องพลอยนำความชื่นใจและอัศจรรย์ใจมายงครอบครัวของเรา เพราะหลานรู้จักอธิษฐานกับพระเจ้า และร้องเพลงที่คุณแม่เธอชอบร้องกล่อมเธอตั้งแต่แรกเกิดคือเพลง จงมีความเชื่อในพระองค์เถิด ได้จนจบ ครั้งหนึ่งระหว่างที่เรามีการเรียนพระคัมภีร์กันที่บ้าน น้องพลอยจะมานั่งเงียบๆ อยู่ข้างดิฉัน และเมื่อกลุ่มของเราร้องเพลง Change My Heart, Oh God ปรากฏว่าน้องพลอยสามารถจดจำและร้องเพลงนี้ได้ทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ

ความรอดมาถึงพี่น้อง
      
ตั้งแต่วันแรกที่คุณจิราภรณ์และดิฉันเชื่อพระเจ้าจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2007 รวมเวลา 7 ปีแล้ว เราได้ร่วมกันประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์กับพี่น้องของเราทั้งสองฝ่ายโดยคุณจิราภรณ์เป็นกำลังสำคัญ จนพี่ๆ น้องๆ อีก 7 คนของดิฉันที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เข้ามาหาพระองค์และในที่สุดได้รับชีวิตใหม่ในพระองค์ด้วยเช่นกัน ยังเหลือเพียงพี่ชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่ยังไม่ต้อนรับพระเจ้าแต่เราก็ยังอธิษฐานเผื่อเขาเสมอ ส่วนน้องชายชื่อยงยุทธ เพิ่มพูน มีความเชื่อเข้มแข็งมาก เขาได้นำภรรยาและลูกชายมารับเชื่อพระเจ้าด้วย ดิฉันขอบคุณพระเจ้าที่ให้ดิฉันมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีจนสามารถนำพี่ๆ น้องๆ ให้มารู้จักพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ได้
       ส่วนพี่น้องของคุณจิราภรณ์เองที่อยู่ทางเมืองไทย เป็นครอบครัวที่สนิทสนมกลมเกลียวและดูแลกันอย่างดี และไม่มีใครเป็นคริสเตียน คุณจิราภรณ์ได้บอกเล่าเรื่องพระเจ้าให้พี่น้องฟังทางโทรศัพท์จากอเมริกาตลอดเวลา โดยมองไม่เห็นว่าเมื่อไหร่จะเกิดผล เธอเฝ้าอธิษฐานเผื่อเขาเหล่านั้น โดยเฉพาะกับน้องสาวคนเดียวของเธอและน้องเขย ที่ได้สูญเสียลูกสาวอายุ 10 กว่าขวบและลูกชายประมาณ 4 ขวบ โดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ชีวิตของเขาทั้งสองคนจมอยู่ในความมืด ทุกข์และขมขื่นตลอด 7 ปีนั้น คุณจิราภรณ์ได้แต่อธิษฐานต่อพระเจ้าและฝากผู้รับใช้พระเจ้าในเมืองไทยให้ช่วยไปหนุนใจเขาทั้งสองคน และเมื่อมีโอกาสกลับมาเมืองไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 เธอและดิฉันได้เดินทางไปเยี่ยมน้องสาวและน้องเขยคู่นี้ที่หัวหิน น้องเขยของคุณจิราภรณ์รับราชการอยู่กรมทางหลวงแผ่นดิน ตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนแผนงาน สำนักทางหลวงเขต 13 เราได้พาสามีภรรยาคู่นี้ไปที่คริสตจักรหัวหินซึ่งอยู่ใกล้บ้านพักของข้าราชการกรมทางหลวง และในวันนั้นเอง ทั้งน้องสาวและน้องเขยได้ก้าวออกมาต้อนรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตด้วยน้ำตานองหน้า ยอมให้พระเจ้าปลดปล่อยเขาจากอดีตที่เจ็บปวดขมขื่นกับการเสียลูกและเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระองค์
       หลังจากนั้น เราทั้งหมดก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ คุณจิราภรณ์ น้องสาว น้องเขยและดิฉันได้พาพี่
ๆ น้องๆ และเพื่อนรวม 7 คนไปคริสตจักรปากเกร็ด ในจำนวนนั้นมี 3 คน ได้ออกมารับเชื่อโดยใจสมัครของเขาเอง รวมทั้งน้องสาวและน้องเขยซึ่งขมขื่นกับการเสียลูกมาตลอด 7 ปี ขอบคุณพระเจ้าที่ให้เขายอมรับแสงสว่างในพระองค์และให้ภาระใจของเราสำเร็จผล เราต้องขอขอบคุณศาสนาจารย์ ภูมิวเนตร เมธีอัครกุล แห่งคริสตจักรสดุดี ที่ช่วยแนะนำติดต่อคริสตจักรใกล้บ้านให้กับพี่น้องที่รักของเราทั้ง 5 คน วันนี้น้องสาวและน้องเขยคู่นี้ของคุณจิราภรณ์ได้ช่วยเหลืองานของคริสตจักรปากเกร็ดอย่างแข็งขัน

The Light House
      
ปัจจุบันดิฉันกับคุณจิราภรณ์ได้ร่วมกันเปิดบ้าน The Light House ดูแลผู้ป่วยทางจิต (Mentally-Ill Adults) เราทำงานร่วมกับโรงพยาบาล หน่วยงานต่างๆ ในสังคม รวมทั้งครอบครัวของผู้ป่วยด้วย เราต้องช่วยดูแลเรื่องยา อาหารการกินและความเป็นอยู่ประจำวันของผู้ป่วย ตลอดจนจัดกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำ และที่สำคัญที่สุด เรานำพวกเขาให้มาหาพระเจ้า เรียนรู้การดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า งานที่เราทำนี้จึงเป็นพันธกิจประกาศความรักของพระเจ้าต่อคนที่สังคมมองข้ามเพราะเห็นว่ามีปัญหาและใช้การไม่ได้ แต่แท้ที่จริงคนกลุ่มนี้ขาดความอบอุ่นอยู่ลึกๆ ในใจและต้องการความรักและการยอมรับจากสังคม คนเหล่านี้มีคุณค่าในต้วของเขาเองและพระเจ้ารักเขาอย่างที่เขาเป็น
       ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงให้สันติสุขกับชีวิตของดิฉัน ทางแห่งความมืดและความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าในตัวเก่านั้นมลายไปแล้ว บัดนี้ดิฉันถูกเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ มีชีวิตอยู่บนทางสายใหม่ เป็นทางแห่งแสงสว่างซึ่งพระเยซูคริสต์
เป็นผู้ประทานให้ดิฉัน

ข้อพระคัมภีร์ที่เป็นพลังให้กับเรา
แต่ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงคราวก่อนนั้น หลังจากที่ได้รับความสว่างแล้ว พวกท่านได้สู้ทนต่อความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง บางทีท่านก็ถูกประจานให้อับอายขายหน้าและถูกข่มเหง บางทีท่านก็ร่วมทุกข์กับคนที่ถูกกระทำเช่นนั้น เพราะว่าท่านทั้งหลายมีใจเมตตาต่อผู้ที่ถูกคุมขังเหล่านั้น และเมื่อมีคนปล้นชิงเอาทรัพย์สิ่งของของท่านไป ท่านก็ยอมให้ด้วยใจยินดี เพราะท่านรู้แล้วว่าท่านมีทรัพย์สมบัติที่ดีกว่าและถาวรกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้น อย่าละทิ้งความไว้วางใจของท่าน อันจะนำมาซึ่งบำเหน็จยิ่งใหญ่ ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องมีความทรหดอดทน เพื่อท่านจะสามารถทำตามพระทัยของพระเจ้าได้ แล้วท่านก็จะได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้นั้น(ฮีบรู 10: 32 -36)

<ก่อนหน้า   ต่อไป>

319/52-55 Viphawadi Rangsit Rd., Samsen Nai, Phayathai, Bangkok 10400, Tel.02-279-8341-4 Fax.02-616-0517 E-mail : tbs@thaibible.or.th